คุณค่า…ที่คุณคู่ควร

คุณค่า…ที่คุณคู่ควร
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันควรจะเป็นไปในทิศทางใด ไม่รู้ว่าคำตอบมันควรจะออกมาแบบนี้หรือไม่ ฉันเหมือนคนที่อยู่ตรงทางแยก ทางที่บังคับให้ฉันต้องเลือกเดิน ทางที่ไม่เคยคิดว่าในวันนี้ฉันจะได้เลือกมัน ไม่เคยคิดว่าจะได้ตัดสินใจ ทางที่เคยเดินร่วมกันมาตลอด ๕ ปี แต่สิ่งที่ฉันกำลังจะตัดสินใจ ฉันเองก็ไม่รู้ว่านี่คือคำตอบที่ดีที่สุดของชีวิตหรือไม่
สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ พิมพ์ หรือ พิมพ์ลภัส ชื่อของฉันหมายความว่า คนที่มีลาภคือรูปงาม ฉันไม่เคยคิดว่าฉันสวย แค่พอไปวัดไปวาได้ก็เท่านั้นเอง แต่หลายๆคนก็บอกว่าฉันเองสวย แต่เรื่องนั้น ช่างมันเถอะ ถึงจะสวยไม่สวยแต่ถ้าหากว่าเราไม่เห็นคุณค่ามันหรือไม่มีคนเห็น ในความคิดของฉัน แล้วเราจะสวยไปทำไม เรื่องของฉัน ไม่ใช่สิ เรื่องของเรามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหนนะ อืม คงจะตอนนั้นเอง ตอนขึ้นปีสอง
“พิมพ์แกไปเดินแพลตตินั่มกะฉันป่ะ อยากได้รองเท้าใหม่น่ะ นะนะ ไปเป็นเพื่อนหน่อย” วารินทร์เพื่อนสนิทของฉันเองค่ะ เราสนิทกันตั้งแต่ปีหนึ่ง ฉันเรียนอักษรฯที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง วารินทร์เป็นคนตัวเล็กกว่าฉันมาก ฉันเองสูง ๑๗๓ มีคนเรียกฉันโย่งด้วยนะ ยิ่งตอนเรียนมัธยมโดนล้อจนเสียความมั่นใจ แต่พอเรียนมหาวิทยาลัย มีคนสูงกว่าฉันเยอะ ยิ่งในคณะของฉันเอง มีสูงกว่าฉันอีกหลายคนเลยล่ะ
“อะไรแก วันก่อนก็ไปซื้อมาจากสวนแล้วไม่ใช่เหรอ จะซื้อไปถมบ้านไง”
“อะไรล่ะแกก็ คู่นั้นมันกัดเท้าฉันอ่ะ จะไปถอยมาใหม่ ไปงานวันเกิดยัยอรไง แกเองก็ไม่ดูคู่ใหม่ไปบ้างเหรอ”
“ฮื่อ ไม่เอาอ่ะ คู่เก่าฉันก็ยังใส่ได้” “ผ้าใบคู่นั้นแกเนี่ยนะ โหยแก ไปงานวันเกิดยัยอร ไม่แต่งตัวไปเดี๋ยวมันก็โวยหรอก” เรื่องการแต่งตัวของฉันนี่ก็เป็นที่ตำหนิของเพื่อนๆในกลุ่มเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากฉายา “อีเบ๊อะ” ยังมี “อีเฉิ่ม” ฉันแต่งตัวไม่เก่ง หน้าไม่เคยแต่งเลย ทาแต่แป้งเด็กบางๆพอไม่ให้หน้ามัน ฉันไม่ได้รู้สึกอายหรือไม่พอใจเวลาทีเพื่อนๆล้อ เพราะฉันเองก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันยอมรับโดยดุษฎี
“จะมาโวยอะไรล่ะแก ไปก็ไปแล้วไง แค่ไม่แต่งตัวเปรี้ยวๆเหมือนพวกแกน่ะเหรอ มันรู้หรอกน่าว่าฉันเป็นคนยังไง”
“ค่า แม่คุณ สวยอ่ะเนอะพูดได้ซี้ อย่างแกน่ะ ไม่ต้องแต่งหน้า ไม่แต่งตัว พวกผู้ชายก็ตอมกันหึ่ง”
“นี่ยัยวา คนนะไม่ใช่ขี้ แหมแก” ตกลงแล้วฉันเองก็ต้องพาวารินทร์ไปเดินแพลทตินั่มจนได้
“แหมๆ ไหนบอกไม่เอาๆ ดูดิ แกก็อดไม่ได้อยู่ดีล่ะ” เดินเป็นเพื่อนวารินทร์อยู่นานฉันเองเลยอดใจไม่ไหว ซื้อเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งสีสดๆมาตัวหนึ่ง
“ก็มันไม่แพงนี่แก ใช้จ่ายมากไม่ได้หรอก เดี๋ยวแม่ด่าเอา”
“แหมแกจะประหยัดไปไหนเนี่ย สอนพิเศษก็สอน จะเก็บเงินไปทำไรยะ” ตัวฉันเองเป็นคนราชบุรี อยู่กับแม่ มีน้องชายอีกหนึ่งคนกำลังเรียนชั้นมัธยมปลาย ฉันสงสารแม่ที่ต้องหาเงินส่งเสียเราสองคนเรียน เพราะแม่ฉันเองเป็นแม่ค้าในตลาดขายผัดสดเท่านั้น ฉันเองพอสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยได้ก็ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจะเช่าหอพักอยู่กับเพื่อน คือวารินทร์และ กาญจนา แต่นั่นมันก็เงิน ถึงแม้จะหารกัน พอเรียนไปได้เทอมหนึ่งฉันจึงรับสอนพิเศษตามบ้าน ก็เท่านั้นเอง
“กินเตี๋ยวไหมแก ซื้อไปฝากไอ้กาญมันด้วย” ฉันเอ่ยปากชวนวารินทร์
“เอาดิ อยากกินอยู่เหมือนกัน” หอพักของเราอยู่แถวบ่อนไก่ ผู้คนพลุกพล่าน ที่เลือกที่นั่นก็เพราะมันไม่แพงมาก อีกทั้งเดินทางไปมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก
“พิมพ์ๆ มีคนมองแกว่ะ” กาญจนาสะกิดบอกฉันตอนเย็น หลังจากที่เราเดินออกมาจากหอสมุด
“บ้าเหรอแก เขาไมได้มองฉันหรอกย่ะ มองแกนั่นล่ะ”
“จริงอ่ะ อุ้ย หน้าฉันโอยังแก เติมแป้งหน่อยไหม หน้าผากมันป่ะ”
“เวอร์จริงๆ สวยจ๊ะ สวยมาก” “อิอิ ค่อยมั่นใจหน่อย” กาญจนาเล่นหูเล่นตากับชายคนนั้น ท่าทางน่าจะเป็นรุ่นพี่
“เอ่อ น้องครับ ชื่อไรครับ น่ารักจังเลย” ฉันไม่ได้สนใจคำที่เขาถาม แต่กาญจนาดูสนใจมากเป็นพิเศษ
“เอ่อ ชื่อกาญค่ะ” กาญจนาอายม้วนไป เอาสีข้างมาถูกับตัวฉัน
“แล้วน้องล่ะครับ” เขาคงหมายถึงฉันใช่ไหม ฉันเลยหันไปมองเขา
“ใครคะ หนูเหรอพี่” ฉันถามเขาแบบงงๆ
“ครับ เรานั่นล่ะ น่ารักจังครับ” ฉันมองหน้าเขาแปลกๆทันที กาญจนาเองก็ทำท่าอารมณ์บูดขึ้นมา
“ว่าแล้ว อารมณ์เสีย แหมไอ้บ้าฉันล่ะนึกว่าจะมาเหล่ฉันซะอีก เห็นไหมแก แกนั่นล่ะๆอยู่ก็ไม่เชื่อ” กาญจนาโวยวาย ฉันเองไม่ได้คิดอะไร ฉันไม่ใช่ทอมค่ะ ไม่เคยคิดชอบผู้หญิง แต่ก็ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนที่ฉันสามารถบอกได้ว่า ฉันชอบเขา ยังไม่มี
“แกอย่าไปสนใจเลย หน้าตาประหลาด ท่าทางจะเด็กวิทย์ แว่นตาฉันล่ะนึกว่าแว่นขยาย แกลองนึกดูดิ ถ้าเขาถอดแว่นขึ้นมา เขาจะมองอะไรยังไงวะแก” เราสองคนหัวเราะกันคิกคัก
“นี่ยัยพิมพ์ อย่าบอกนะว่าแกจะแต่งตัวแบบนี้ไปงานยัยอรน่ะ ต๊าย จะปิดไปไหนยะหล่อน เปิดบ้างอะไรบ้าง ให้เขาเห็นบ้างสิวะแก ขาขาวๆสวยๆน่ะ มีดีก็ไม่อยากโชว์ เป็นฉันหน่อยไมได้ ฮึ” วารินทร์ทำเสียงสูงตอนที่ฉันแต่งตัวเสร็จ
“เออ อะไรของแกนะพิมพ์ ใส่เป็นแต่ยีนส์เหรอแก ใส่กระโปรงบ้างดิ ฉันให้ยืม นะนะ ลองใส่หน่อย”
“นั่นดิ ของฉันก็มีสวยๆตั้งหลายตัว ขาแกสวยจะตายไป” วารินทร์กับกาญจนารบเร้าอยู่นาน ฉันจึงยอม ใส่กระโปรงตัวที่ยาวที่สุด ฉันเป็นสาวค่อนข้างหัวโบราณเหรอ ไม่หรอก แต่ฉันแค่คิดว่าไม่รู้จะใส่ไปอวดใคร ขาฉันไม่ได้สวย ฉันไม่มั่นใจ ถึงแม้มั่นใจแต่ฉันคงคิดว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้ดูมัน นี่มันคือความคิดของฉัน
“ว้าย ฝนตกแน่ๆคืนนี้ ยัยพิมพ์ใส่กระโปรง” พอไปถึงงาน เจ้าของงานก็กรี๊ดออกมาเสียงดัง ฉันอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ตรงไหนดี คือกระโปรงนิสิตก็ใส่แบบพลีทยาวตลอด มันไม่เหมือนกับชุดข้างนอก เพราะชุดข้างนอกฉันไม่เคยใส่กระโปรงเลย
“เบาๆหน่อยสิยะแก ฉันอายเขานะ” ต้องลากแขนอรไปปรามไม่ให้มันเสียงดัง แต่คงไม่ทันแล้ว
“ว้าย จริงด้วย ต๊าย ใส่กระโปรงก็หวานไปอีกแบบนะเนี่ย ทำไมไม่รู้จักใส่บ้างนะยัยพิมพ์”
“แต่จะยาวไปไหนเนี่ย โบฮีเมียนเหรอยะหล่อน ขาสวยๆอวดบ้างสิ ให้หนุ่มๆน้ำลายหกหน่อยสิยะ” เสียงใครต่อใครดังเซ็งแซ่ ฉันเองก็อายหน้าแดงก้มหน้าท่าเดียว เดินเข้างานไปเพื่อนๆก็แซวตลอดงาน อรเองมีเพื่อนเยอะมาก เพราะเห็นคนที่หน้าตาไม่คุ้นเลยก็มี ผู้ชายก็มีไม่น้อยเหมือนกัน นั่นมันยิ่งทำให้ฉันอาย
“ไม่เคยใส่กระโปรงเหรอครับน้อง เห็นเพื่อนๆแซวกันใหญ่เลย” ตอนที่ฉันไปเข้าห้องน้ำแล้วตอนเดินออกมา นั่นเป็นตอนที่ฉันได้รู้จักกับเขา
“ใครคะ หนูเหรอ” “ไม่ใช่ครับ คนข้างหลังน้องต่างหาก” เขามองเลยแผ่นหลังฉันไป ฉันหันตามไป เอ๊ะ ไม่มีใครนี่นา อย่าบอกนะว่าเขาเห็นคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน
“อะไรอ่ะพี่ ใครอ่ะ ไม่เห็นมีใคร” ฉันเริ่มระแวง หน้าซีดลงทันที
“อ้าว ก็คนที่สวยๆ ผมยาวๆ ที่ยืนใส่กระโปรงยาวๆอยู่นี่ไงครับ” เขาบุ้ยปากไปทางกระจกหน้าทางเข้าห้องน้ำ
“อ่านะ” จากที่ระแวงและกลัวกลายเป็นรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที ก็กระจกมันส่องสะท้อนเงาฉันอยู่นี่คะ
“พี่ชื่อจเรนะครับ” เขายิ้ม ฟันเขาสวยดีนะ คงจะดัดมาตั้งแต่เด็ก
“ค่ะ คุยกับใครคะ หนูหรือว่าคนข้างหลัง” ฉันตอบเขาไป ไม่ได้คิดจะตั้งแง่กวนหรืออะไรนะ
“ฮ่าๆ น้องนั่นล่ะครับ คนข้างหลังเขาบอกให้ถามน้อง”
“หนูหิวจัง ขอตัวก่อนนะคะพี่” อย่าเพิ่งคิดว่าฉันหยิ่งหรือท่าเยอะนะคะ แต่ฉันไม่ชอบผู้ชายที่ทำความรู้จักกับผู้หญิงด้วยลักษณะอย่างนี้ ไม่รู้สิ สำหรับฉันคงเพราะที่ไม่เคยด้วยล่ะมั้ง
“พี่ก็หิวพอดีเลยครับ งั้นไปกินด้วยกันไหม พี่นั่งตรงโน้น”
“ไม่ดีกว่าค่ะ หนูมากับเพื่อน หนูไม่รู้จักพี่ด้วย เพื่อนพี่ด้วย ขอบคุณนะคะพี่”
“ถ้าไม่ทำความรู้จัก ก็จะไม่มีวันได้รู้จักกัน ไม่ใช่เหรอครับ น้อง” ฉันจากที่หันหลังกำลังจะก้าวเดิน หยุดกึกลง
“หนูชื่อพิมพ์ค่ะ พิมพ์ลภัส ยินดีที่ได้รู้จักนะคะพี่ จเร” ฉันยิ้มให้เขาแล้วรีบเดินหนีมาทันที เขารู้หรือเปล่าไม่รู้ว่าฉันเรียนอักษรฯ แล้วเด็กอักษรฯก็มักจะปลื้มคนที่เขามีคารมคมคายหรือเปล่าไม่รู้ แต่สำหรับฉันคำพูดของคนมันสื่ออะไรหลายอย่าง ฉันชอบคนที่ใช้คำพูดเป็น ไม่ต้องพูดให้มากความแต่มีควาหมายประมาณนั้น
“อุ้ยแก พี่คนนั้นใครอ่ะ โครตหล่อ อ๊าย หล่อมาก มองมาทางนี้ด้วย” พอไปนั่งกับเพื่อนๆ ทุกคนก็หันไปทางเดียวกัน ยกเว้ยฉันคนเดียว เพราะเรื่องผู้ชายส่วนมากไม่ค่อยได้รับการสนใจจากฉันสักเท่าไหร่นัก
“ว้ายจริงด้วย หล่อจังแก ใครอ่ะ ไม่เคยเห็น” เพื่อนๆในกลุ่มรุมเจ้าของงานกันใหญ่
“อ้อ พี่เรน่ะ เรียนวิศวะนะแก เป็นเพื่อนกับพี่ตู่แฟนฉันไง เลยชวนมาให้พวกแกกรี๊ดเล่นๆ”
“กรี๊ด แก หล่อจริงอะไรจริง เขามีแฟนยังอ่ะ” กาญจนาดูเหมือนจะอยากรู้กว่าใคร
“พี่ตู่บอกโสดจ๊ะพวกเธอ เพิ่งเลิกกับแฟนไปเมื่อเดือนที่แล้ว” “ว้าย ฉันสนเธอ ด่วน แนะนำให้รู้จักเลย” ฉันเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ถึงไมได้มองหันหลังกลับไปดูว่าเพื่อนๆพูดถึงใครกัน แต่ก็พอจะเดาออก คนอะไร ชื่อจเร
“นี่ๆ พวกเธอ นี่พี่เร พี่เรคะ นี่เพื่อนๆของอรค่ะ คนนี้ กาญ คนนี้ดาว วา” “แล้วก็พิมพ์” ฉันร้อนวูบวาบที่หน้าทันทีเพราะเขาชิงพูดแล้วยิ้มมาที่ฉัน
“เอ่อ พิมพ์คะ” เพื่อนๆหันมาจ้องฉันเป็นตาเดียว ฉันเองก็เม้มปากก้มหน้าลงทันที
“พี่รู้จักน้องพิมพ์เมื่อกี๊นี่เองครับ เห็นแซวน้องพิมพ์กันจัง พี่ขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยได้ไหมครับ” แล้วใครจะบอกปัดไปในเมื่อเพื่อนๆทุกคนอยากจะรู้จักเขาเต็มแก่อยู่แล้ว
“มานี่เลยแก บอกมานะ ไปรู้จักพี่เขาเมื่อไหร่” กาญจนาลากฉันออกมาจากโต๊ะ เกือบจะทันทีที่เขานั่งลง
“อะไรแก ก็เมื่อกี๊ไง เขาถามเมื่อกี๊ล่ะ” “ว้าย หล่อนะแก ฉันว่า แกน่ะ ดวงมาแล้ว” ท่าทางของกาญทำให้ฉันงง
“ดวงอะไรมายะ” “ดวงเนื้อคู่ไงแก หล่อมากแกพิมพ์ งาบเลยนะ แกไม่เอาฉันเอานะยะ” ฉันหัวเราะออกมา ท่าทางของกาญจนาทำให้ฉันนึกถึงดาราตลกในโทรทัศน์
“บ้าเหรอแก นั่นคนนะ ไม่ใช่มะม่วง จะให้งาบได้ไง” ถามฉันว่าเขินไหม เขินนะ ทำไมตอนนี้หัวใจฉันมันเต้นแรงเหลือเกิน เขาหล่อฉันยอมรับ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอคนหน้าตาดี ถ้าให้เทียบกับใครหลายคนที่ฉันเคยเจอผ่านตามา เขาเองก็ไม่ได้หน้าตาดีไปกว่าคนพวกนั้นสักเท่าไหร่นัก แต่ทำไมเขาน่ามองจังเลย
“นี่พวกหล่อน นี่วันเกิดฉันนะยะ ไม่ใช่เชิญมาถือศีล ชนแก้ว” เจ้าของงานเริ่มมอมเหล้า ฉันเองไม่ดื่มอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เพื่อนมันไม่ยอมจึงต้องจิบไวน์แดงที่อรให้เด็กในร้านเอามาเพิ่ม แต่พอจิบก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ร้อนตามใบหน้าและลำคอทันที
“แล้วนี่กลับยังไงกันครับน้อง” เขาถามตอนที่พวกเรามายืนออกันอยู่หน้าร้าน กาญจนาเมาเละเทะฉันกับวารินทร์ต้องหิ้วปีกคนละข้างเลยทีเดียว
“นั่งแท็กค่ะพี่เร” วารินทร์ตอบไป
“ไม่ดีมั้งครับ งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งดีกว่านะ แล้วพักอยู่ตรงไหนครับ”
“บ่อนไก่น่ะค่ะพี่” “อ้าว จริงเหรอ บ้านพี่อยู่กล้วยน้ำไทพอดีเลย ป่ะงั้นเดี๋ยวพี่ไปส่ง” ฉันมองหน้าวารินทร์ แต่วารินทร์เองมังแต่ยิ้มอยู่ ฉันเลยสะกิด
“จะดีเหรอแก” “หือ ดีอะไร ดีซิยะ ไม่ต้องเปลืองเงิน แกยิ่งงกๆอยู่ไม่ใช่เหรอ” วารินทร์ตอบกลับมามันทำให้ฉันเงียบไป ที่ฉันถามเพราะว่าการที่ให้คนที่ไม่รู้จักไปเห็นสถานที่พำนักมันจะดีแล้วหรือ ก็แค่นั้นเอง
“ท่าทางจะเมามาก น้องวาไปนั่งพยุงน้องกาญหน่อยสิครับ เดี๋ยวอ๊วกนะ”
“ไม่เป็นไรวา เดี๋ยวฉันเอง” ฉันรีบชิ่งบอกรับอาสาพยุงกาญจนาไปนั่งเบาะหลัง
“ฟังเพลงหน่อยไหมครับ” “แล้วแต่พี่เรเลยค่ะ พี่เรใกล้จบแล้วสิคะเนี่ย เรียนวิศวะนี่ต้องหล่อกันด้วยทุกคนหรือเปล่าคะ” วารินทร์ตั้งหน้าตั้งตายิงคำถาม เขาเองก็หัวเราะแต่สายตาของเขามองกระจกมองหลังตลอดเวลา ฉันไม่อยากเข้าข้างตัวเอง มันไม่มีอะไรหรอก
“แล้วน้องวาเรียนอักษรยากไหมครับ เห็นคนบอกว่าอักษรที่ที่เราเรียนหินสุดๆ”
“ยากค่ะ วาน่ะไม่เก่งหรอกค่ะพี่เร โน่นค่ะ ยัยพิมพ์โน่น ตัวแม่”
“จริงเหรอครับ แต่พี่ว่าท่าทางจะจริง หน้าตาให้นะเนี่ย” เขายิ้มให้ฉัน แต่ประโยคนี้ทำให้ฉันจ้องหน้าเขาตอบ เขาไม่ควรพูดแบบนี้ออกมา หน้าตาฉันมันยังไงเหรอ
“ตัวจริงค่ะพี่ ขยันอีกต่างหาก พอเรียนเสร็จก็ต้องไปสอนพิเศษ” “วา” ฉันปรามออกไป แต่ดูเหมือนวารินทร์จะไม่สนใจในคำพูดของฉันเลย
“โห จริงดิครับ เก่งจังเลย แบบนี้แฟนรักตายเลยดิ” เขาละลาบละล้วงเกินไปแล้ว ฉันจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ไม่พอใจ เขาเองก็เหมือนจะรู้แต่เขากลับทำทีท่าไม่สนใจ ยิงฟันให้ฉันอยู่
“โอ้ย พี่เร นังนี่มันไม่มีแฟนหรอกค่ะ มันไม่สนผู้ชาย” “เฮ้ย” “วา”
“อิอิ เปล่าหรอกค่ะ คือพิมพ์มันบอกว่ามันยังไม่เจอตัวจริงน่ะคะ มันเลยไม่ชายตาแลใครเลย คนมาจีบทุกคณะได้มั้ง” ฉันไม่พอใจในสิ่งทีเพื่อนสาธยายออกไป แต่มันก็แค่สิ่งที่ฉันรู้สึก เขาถามถึงฉันนี่ไม่ใช่เหรอ แล้วจะให้วารินทร์ตอบเกี่ยวกับใครถ้าไม่ใช่ฉัน แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าหากจะโกรธเพื่อน ฉันก็คงทำได้แต่เพื่ออะไร ในเมื่อหัวใจของฉันแท้ที่จริงมันดีดร้องอยู่ภายใน รู้สึกยินดีกับการทีเพื่อนเป็นคนเอ่ยถึงฉันบ้าง กับเขา
“ไม่เชื่อหรอกครับ สวยออกขนาดนี้”
“ถึงแล้วค่ะพี่ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” ฉันชอบนะ แต่ก็อึดอัด แต่ก็อดที่จะแปลกใจตัวเองไม่ได้สักที อึดอัดเขา ไม่พอใจวารินทร์แต่ทำไมเวลาที่ฉันอยู่คนเดียว ฉันถึงยิ้มให้กับตัวเองและคิดถึงหน้าของเขา รอยยิ้มของเขา
“สวัสดีครับน้องพิมพ์” ผ่านมาไม่ถึงวัน ตอนเย็นก็มีโทรศัพท์เข้ามาเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ปกติฉันจะไม่รับสายแต่เหมือนในใจลึกๆแล้วฉันเองก็รออยู่
“เอ่อ สวัสดีค่ะ ใครคะ” ฉันถามทั้งๆที่จำเสียงของเขาได้
“อ้าว น้องพิมพ์สั่งของไว้ไม่ใช่เหรอครับ เนี่ยพี่อยู่ข่างล่างหอของน้องพิมพ์แล้วนะ”
“ของ ของอะไรคะ หนู เอ่อ พิมพ์ไม่ได้สั่งค่ะ ผิดคนแล้วมั้งคะพี่”
“ไม่ผิดหรอกครับ ลงมารับของหน่อยครับ พี่รอที่หน้าร้านข้าวนะ” เขาวางสายไป ฉันอยากลงไปแต่ไม่ใช่เรื่อง เขาโทรขึ้นมาอีกหลายครั้งแต่ฉันก็ไม่รับสาย
“แกลืมอะไรเหรอวา” เป็นวารินทร์ที่เปิดประตูห้องเข้ามา วันนี้มีเรียนตอนเช้า ฉันเรียนเสร็จแล้วรอที่จะไปสอนพิเศษช่วงเย็น
“ลืมหนังสือ” “ว้าย” พอหันไปก็ต้องตกใจ เพราะคนที่อยู่ข้างหลังวารินทร์คือเขานั่นเอง เขาถือช่อดอกไม้ช่อใหญ่ แต่ฉันใส่กางเกงขาสั้นเสื้อยืดธรรมดา เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่เห็นขาอ่อนฉัน
“เอ่อ ขอโทษครับ” เขารีบถอยหลังออกไปจากห้อง เพราะฉันเองรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ มันไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับยุคนี้สมัยนี้ แต่ก็ฉันไม่เคยกับฉันเองมันไม่แปลก เพราะฉันทำแบบนี้ตั้งแต่เล็กจนโตแล้ว
“อะไรน่ะแก” ฉันตะโกนถามวารินทร์ออกไปจากข้างในห้องน้ำ
“พี่เรน่ะ เขามาหาแก แต่แกไม่ยอมลงไป ฉันออกไปถึงแยกศาลาแดงแล้วเถอะ เนี่ยต้องกลับเข้ามา”
“บ้าแล้วแก ทำไมพาเขาเข้ามาในห้อง ฉันไม่ชอบนะ”
“เออๆ ขอโทษ แกออกมาได้ยัง สงสารพี่เขานะแก รอแกอยู่นานเนี่ยดอกไม้เหี่ยวหมดแล้ว”
“อย่าทำแบบนี้อีกนะแก” ฉันตำหนิวารินทร์แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ วารินทร์รอฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็เดินออกไปตามเขาเข้ามา
“เอ่อ พี่ขอโทษนะครับน้องพิมพ์” เขาเอ่ยออกมาเสียงเจื่อนๆ
“งั้นฉันไปก่อนนะแก” วารินทร์ทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง
“บ้าเหรอแก งั้นฉันไปด้วย” วารินทร์หันมามองแล้วเหมือนด่าฉันในใจ
“เดี๋ยวก่อนสิครับ เอาดอกไม้ใส่แจกันก่อนดีไหม มันเริ่มจะเหี่ยวแล้ว” เขายื่นดอกไม้ให้ฉัน
“ขอบคุณแทนวาด้วยนะคะพี่” ฉันรับดอกไม้มาจากเขา
“พี่ให้เรานั่นล่ะครับ น้องพิมพ์” เขายิ้ม แต่ฉันหลบหน้าเขาไม่อยากมองในตอนนี้เพราะฉันเริ่มอาย หลังจากที่เอาดอกไม้ใส่แจกันเสร็จเราก็ออกจากห้องมาพร้อมกัน
“แกฉันต้องมีเรียนนะ แกไปกับพี่เรดิ” วารินทร์เองหาทางไปจนได้
“ไม่อ่ะ ฉันจะกลับไปเตรียมการสอน เย็นนี้มีสอนพิเศษ”
“งั้นพี่ไปส่งนะครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพี่ ขอบคุณนะคะ” “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ พี่จะเลยกลับบ้านพอดี”
“นั่นดิแก ดีกว่านั่งรถเมล์นะยะ ร้อนจะตาย” เพื่อนรักก็ยุ คงไม่เป็นอะไรถ้าจะให้เขาไปส่ง นี่วันกลางวันแสกๆ ท่าทางของเขาก็น่าจะไว้ใจได้อยู่ เว้นแต่สายตาของเขาที่คอยจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
“ไม่อยากให้พี่มาส่งเหรอครับน้องพิมพ์” เขาถามขึ้นในรถ
“เอ่อ” “อึดอัดเหรอครับที่พี่อยากรู้จักเรามากกว่าคำว่า เพื่อน” เขาดูจริงจังมากกับคำถาม ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ฉันอึดอัดใจมากเหลือเกิน
“เอ่อ ปะ เปล่าค่ะพี่” “แต่ทำไมเหมือนน้องพิมพ์ไม่อยากรู้จักพี่ล่ะครับ” เขาหันมาจ้องเต็มตาตอนที่รถติดไฟแดงตรงแยกสวนลุมพินี
“พิมพ์ไม่ชินน่ะค่ะพี่” เสียงตอบที่แทบเหมือนจะครางออกไป ฉันเองก็พยายามจะสู้สายตาของเขา
“พิมพ์ พี่ชอบพิมพ์นะ พี่ขอจีบพิมพ์ได้ไหม” เขาพูดออกมา ทุกถ้อยคำเน้นเสียงไม่แตกต่างกันเลย คำพูดที่หนักแน่น แววตาที่มุ่งมั่น เขาจ้องฉันจนแทบจะละลาย เหมือนกับอยู่ในภวังค์ที่เบาหวิว ใจฉันเต้นแรงจนรู้สึกว่าเสียงที่ดังในอกนั้น มันดังสะท้อนขึ้นมาจนหูทั้งสองข้างได้ยินแต่เสียงเต้นของหัวใจ
“เอ่อ” เขาไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาเอื้อมมือมาจับมือฉันที่วางอยู่ที่ต้นขา ฉันตกใจจะชักมืออกแต่เขากลับดึงค้านมันไว้และค่อยๆดึงมันขึ้นไปจ่อกับริมฝีปากของเขา
“พี่” ที่ผู้หญิงพลาดท่าให้ผู้ชายก็คงอยู่ในอารมณ์ประมาณนี้สินะ ฉันรู้สึกเหมือนตกจากที่สูง มันหวิวๆแต่ก็รู้สึกดีดดันในใจไปพร้อมๆกัน ฉันชักมือกลับมาแล้วเมือนหน้าหนี
“พี่ขอโทษ พี่แค่ชอบเรามาก มากจริงๆ แค่เห็นพี่ก็ชอบเรามากๆแล้วนะพิมพ์” เขาเหมือนรู้สึกตัวว่าเขาทำไม่ถูกต้องกับฉัน
“พี่ไม่ได้จะละลาบละล้วงเรานะ พี่ขอโทษ” เขายังคงวนเวียนพูดขอโทษอยู่อย่างนั้น เพราะฉันไม่พูดอะไรออกมา ใบหน้าก็ยังเมินออกไปนอกกระจก มองทุกสรรพสิ่งที่ตัวรถเคลื่อนที่ผ่าน แต่เหมือนกับว่าสายตานั้นมันจะจดจำอะไรไม่ได้เอาเสียเลย ภายในสมองตอนนี้ประมวลผลแต่เรื่องที่เขาเพิ่งกระทำลงไปเมื่อครู่นี้
“พี่ทำแบบนี้กับผู้หญิงบ่อยไหมคะ” ฉันเอ่ยขึ้นตอนใกล้ๆจะถึงหอพัก
“ไม่ครับ พี่ไม่ใช่คนแบบนั้น พี่จะทำแบบนี้กับคนที่พี่ชอบเท่านั้นนะครับ น้องพิมพ์”
“กี่คนแล้วล่ะคะ” ฉันไม่น่าถามอะไรโง่ๆพรรค์นั้นออกไปเลย แต่ทำไมกลายเป็นคนปากไวแบบนี้นะ
“แฟนคนก่อน คนเดียว แล้วก็เรา” เขาถอนหายใจออกมาแล้วค่อยตอบ ฉันเองก็รู้สึกว่าทำไม่ถูก
“ขอโทษค่ะพี่ พิมพ์ไม่ได้ เอ่อ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” ฉันรีบเปิดประตูรถแล้วออกไปทันที
“พิมพ์ เดี๋ยวสิ” เขาตามออกมา ฉันหยุดไม่ได้หันกลับไปหาเขา
“พี่ขอจีบพิมพ์นะ พี่อยากเป็นแฟนพิมพ์” เขาตะโกนออกมา คนบ้า คนออกเยอะแยะ ฉันรู้สึกหน้าร้อนผ่าวๆจึงรีบวิ่งขึ้นหอพักไปทันที พอเข้าห้องได้ฉันก็แทบจะกรี๊ดออกมา จากใจฉันนะ ฉันดีใจมาก มากเหลือเกินที่เขาขอจีบ ฉันชอบเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้ความรู้สึกเหมือนฉันกำลังขึ้นประกวดเทพีอะไรสักอย่าง แล้วคนที่ได้ตำแหน่งคือฉัน มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยังไงถึงจะถูกต้อง รู้แค่ว่าฉันยิ้มได้แม้กระทั่งกับสิ่งที่น่าเกลียดที่สุด ฉันมองเห็นสิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นสิ่งสวยงามไปเสียหมด
“เดี๋ยวพี่ไปรับนะครับพิมพ์” พอนานวันเข้า จากที่เคยเขินอายหรืออึดอัด ก้กลับกลายเป็นเริ่มชินที่เขาโทรมา ชินที่ได้ไปไหนกับเขา หรือเขามารับ ฉันไม่เล่นตัวแล้ว เพราะถ้าเขาไม่มาฉันก็คงจะทรมานใจอยากจะเจอหน้าอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
“วันนี้ไปกินข้าวกันนะพิมพ์ เดี๋ยวพี่พาไปกินร้านที่พี่ชอบไปกับเพื่อนๆ” เขาเอ่ยชวนในตอนเย็นวันหนึ่ง ฉันเองก็ไมได้ปฏิเสธ ไม่ว่าเขาจะชวนไปดูหนัง ไปเดินเล่นถ้าไม่แบ่งเวลาของการเรียนหรือสอนพิเศษไปฉันก็จะยินดีไปกับเขาเสมอ
“เราเป็นแฟนพี่แล้วนะ” เขาย้ำไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และทุกครั้งฉันเองก็จะยิ้มออกมาอย่างดีใจที่สุด
“ทำไมพี่ถึงชอบพิมพ์คะ”
“พิมพ์น่ารักนี่ อีกอย่างพี่ว่าพิมพ์ไม่เหมือนกับวัยรุ่นทั่วๆไป” ฉันมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ยังไงคะ” “ก็พิมพ์ดูไม่หวือหวา พิมพ์เหมือนผู้หญิงสมัยเก่าๆน่ะ พี่ว่ามันดูมีคุณค่าดี” ฉันพยายามไม่คิดว่าเขากำลังต่อว่าฉันว่าฉันเป็นสาวทึนทึก แม้จะพอใจคำตอบในตอนท้าย แต่ก็นั่นล่ะ เขาบอกว่าเวลาเรามีความรัก ตาเรามักจะบอด ฉันเองก็คงตกอยู่ในคำพูดนั้น เพราะยังไม่มีความผิดใดที่ฉันมองเห็นจากผู้ชายคนนี้
“พอพี่เรียนจบ ขอพี่ทำงานสักปีนะพิมพ์” เขาเอ่ยออกมาหลังจากที่พามาส่งที่หอพัก
“ทำไมคะพี่ เรียนจบแล้วก็ต้องทำงานสิ”
“พี่จะมาขอพิมพ์แต่งงานไง” เหมือนฉันหูฝาด ฉันหันขวับไปมองหน้าเขาชัดๆอีกครั้ง คำพูดเมื่อครู่นี้ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำมันจะทรงอิทธิพล ทำให้ฉันหุบยิ้มแทบจะไม่ได้ หัวใจมันเริงร่าเหมือนผีเสื้อที่ได้เห็นมวลบุปผชาติงาม
“เอ่อ แต่พิมพ์ก็เรียนยังไม่จบนะคะพี่” ฉันค้านออกมา แม้จะดีใจแต่จุดประสงค์ของการมาเรียนของฉันไม่ใช่แบบนี้ ฉันเองก็อยากมีหน้าที่การงานที่ดีทำเหมือนกัน คนที่รออยู่เบื้องหลังทั้งแม่และน้องฉันเรียนจบแล้ว ก็ยังคงต้องดูแลกันต่อไป
“ก็หมั้นไว้ก่อนไงพิมพ์ พอดีกันล่ะ พอพิมพ์จบออกมาเราก็แต่งงานกัน” ดูเขาจริงจังกับคำพูดมาก จนเมื่อครู่ที่หัวใจฉันดีดดิ้นดีใจ มันกลับกลายเป็นรู้สึกแปลกประหลาด ความคิดที่แตกกระจายออกเป็นหลายแขนง มันแทรกซึมเข้ามาโดยที่ไม่รู้ตัว ฉันชอบเขามากก็จริง แต่เขาจะเป็นคนที่ฉันต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยทั้งชีวิต การที่เพิ่งคบกันได้ไม่กี่เดือนมันพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอกนะ สำหรับฉันแล้ว
“พิมพ์ว่า เราค่อยๆเรียนรู้กันไปดีกว่าไหมคะพี่เร พี่ก็ยังเรียนอยู่เลย พิมพ์ก็ยังเรียนอยู่ ตอนนี้ พิมพ์ว่าเราต่างดูแลกันและกันไปก่อนดีไหมคะ” ฉันพูดออกไป
“พิมพ์ไม่เชื่อใจพี่เหรอ” ฉันไม่ชอบคำๆนี้เลยจริงๆ ถ้าฉันไม่เชื่อใจจะยอมมาด้วยไหม ที่ถามแบบนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่ถ้าจะเรียกร้องให้ฉันตอบออกไปว่า “พิมพ์เชื่อใจพี่ค่ะ” มันคงไม่ใช่หรอกนะ
“ก็พิมพ์ถึงบอกไงคะ ว่าให้เรียนรู้กันไปก่อน พี่เรมองเห็นอนาคตเหรอคะ วันข้างหน้าจะเป็นยังไงพิมพ์ไม่รู้ แต่พิมพ์รู้ว่าตอนนี้พิมพ์คบอยู่กับพี่ และถ้าวันนี้ของเรามันดี พรุ่งนี้มันก็คงต้องดี ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” วันนี้ฉันไม่ค่อยพอใจกับการสนทนาของเรามากนัก ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรมากนะจากความสัมพันธ์ของเรา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหวังอะไรไม่ได้เลย เขาน่าจะพูดลอยๆก่อนให้ฉันแค่ดีใจ แต่จริงจังเกินไปฉันเองก็ทำตัวไม่ถูก ความคิดในตอนนี้มันเข้ามาเป็นฉากๆ จากนี้ไปในวันข้างหน้าจะเป็นยังไง ฉันวาดฝันตามลมปากของเขาไปแล้ว มันห้ามไม่ได้ แม้ฉันจะบอกเขาออกไปแบบนั้น แต่ฉันเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิดฝันไปเอง วาดวิมานงดงาม งดงามเหลือเกินระหว่าง ฉันกับเขา
“ยินดีด้วยนะคะพี่เร” วันที่เขาสำเร็จการศึกษาก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันยินดี เขาเป็นคนที่สม่ำเสมอ ดูแลเอาใจใส่ฉันดีเสมอมาตลอดระยะเวลาปีกว่าๆที่ผ่านมา ฉันรักเขาหมดทั้งใจ เขาเองก็คงรู้สึกไปไม่ต่างจากฉันมากนัก เขาพาฉันไปพบครอบครัวของเขาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้ฉันมั่นใจ ว่าเขานี่เองที่จะเป็นคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับฉันไปจนวันตาย เราเริ่มวาดฝันอนาคตไว้ร่วมกัน
“พี่ได้งานแล้วนะพิมพ์ บริษัทออกแบบบ้าน” เขายิ้มเต็มดวงหน้าเมื่อได้งาน ฉันเองก็ดีใจมากเช่นกัน ตอนนี้ฉันอยู่ปีสามแล้ว อีกไม่กี่ปีฉันเองก็ต้องจบไปหางานทำเช่นกัน
“ดีจังค่ะพี่เร พิมพ์ดีใจด้วยนะคะ”
“พี่จะเป็นคนออกแบบเรือนหอของเราเอง เขาให้เงินเดือนเยอะเหมือนกันนะพิมพ์ เขาบอกว่าถ้ามีผลงานเงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย” เขาดูกระตือรือร้นที่จะทำงานมาก ฉันเองก็คอยเป็นกำลังใจให้เขาตลอดมา พอเขาได้ทำงาน ตอนแรกฉันเองก็กลัวว่าเขาจะมีเวลาให้ฉันน้อยลง แต่มาคิดๆดูแล้ว ตอนที่เราคบกัน ฉันทั้งเรียนทั้งสอนพิเศษ เวลาที่จะได้เจอกันต้องเป็นเวลาที่ฉันไม่มีกิจกรรมการงานเหล่านี้จริงๆ ฉันนี่ก็เห็นแก่ตัวไม่น้อยเหมือนกันนะ แต่เขาไม่ใช่แบบนั้นเลย ถึงแม้เขาจะทำงาน พอเลิกงานเขาก็จะแวะมาหาฉันอยู่เสมอ
“ฉันว่าแก ไม่ย้ายออกไปอยู่กับพี่เขาเลยล่ะพิมพ์” วารินทร์เอ่ยขึ้นตอนเย็นก่อนที่เราจะนอน หลังจากที่เขากลับบ้านไป กาญจนาเองย้ายออกไปอยู่กับแฟนแล้ว เหลือเราแค่สองคน
“บ้าแก ไม่เอาหรอก แค่เป็นแฟนนะ ไม่ใช่สามีภรรยา จะต้องอยู่ด้วยกัน”
“ว้ายแก หัวโบราณจริงๆ เดี๋ยวนี้เขาก็แบบนี้ทั้งนั้นล่ะย่ะ ดูยัยกาญสิ ก็ดูมีความสุขดีออก”
“ถ้าฉันไป แล้วแกล่ะ ไม่เอาหรอก ยังไงฉันก็ไม่ทิ้งแก” ฉันคิดแบบนี้จริงๆ
“ขอบใจนะแก แต่ฉันเห็นแกกับพี่เรแล้วฉันสงสาร รักกันออกจะตายไปทำไมไม่ไปอยู่ด้วยกัน ไปมาหาสู่ก็จะได้ง่ายๆ สะดวกพี่เขาด้วยไงแก”
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย เรียนก่อนๆ จบมาค่อยคิด” ฉันตัดบทไป เพราะถึงแม้คุยกันถึงเช้าก็คงไม่มีคำตอบอะไรมากไปกว่า รอดูไปก่อนหรอก
“พิมพ์ พ่อพี่ซื้อคอนโดให้แถวที่ทำงานนะ จะได้สะดวกในการเดินทาง เอ่อ พิมพ์ย้ายไปอยู่กับพี่ไหม” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ฉันเองก็ดีใจนะที่เขาชวน แต่ก็อย่างที่บอก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ฉันยังไม่พร้อม
“รออีกหน่อยได้ไหมคะพี่เร ตอนนี้วามันอยู่คนเดียว พิมพ์สงสารวาค่ะ”
“แล้วไม่เห็นใจพี่เหรอ” เขาทวงจนได้
“แหมพี่เรคะ ก็ถ้าว่างๆเดี๋ยวพิมพ์ไปหาพี่เรบ่อยๆก็ได้นี่คะ รอให้พิมพ์เรียนจบก่อนดีไหม เพราะถ้าไปอยู่กับพี่เรตอนนี้ พิมพ์เกรงว่ามันจะไม่เหมาะ” ฉันบอกความจริงจากใจออกไป อย่างน้อยก็ให้เขารู้ว่าฉันเองคิดยังไง
“ครับ พี่จะรอ งั้นอยากไปดูคอนโดพี่ไหม ตกแต่งเสร็จแล้วนะ”
“เห็นไหมพิมพ์ คอนโดพี่ติดรถไฟฟ้านะ เวลาพิมพ์ไปเรียนก็นั่งรถไฟไปได้เลย สะดวกจะตาย” เขาพยายามยกข้อดีของที่พักของเขามาอวดอ้าง เพื่อให้ฉันคล้อยตาม ฉันเองก็เห็นแต่ข้อดีของที่นี่ เว้นแต่ คำว่ามันไม่เหมาะสมนี่เอง
“ทำไมพี่ไม่เคยเห็นพิมพ์ใส่กระโปรงสั้นๆ หรือกางเกงขาสั้นบ้างเลยล่ะพิมพ์” เขาเอ่ยถามตอนที่มาส่งที่หอพัก
“พิมพ์ไม่ชอบนี่คะ” “ครับ แต่พี่ว่าพิมพ์ขาสวยนะ น่าจะอวดใครๆบ้าง เขาจะได้รู้ว่าพี่มีแฟนสวย” ฉันมองหน้าเขาเพราะไม่เข้าใจ เป็นแฟนกันแทนที่จะหวงไม่อยากให้ใครๆได้เห็น หรือว่านี่คือความภาคภูมิใจของเขาหรือ กับการที่คนมองฉันมากๆเวลาเราไปไหนมาไหนด้วยกัน
“พี่ยินดีด้วยนะครับพิมพ์” วันที่ฉันรอคอยก็มาถึง วันที่ฉันได้รับพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งแม่และน้องรวมถึงเขาและเพื่อนๆก็ต่างร่วมยินดี เขาเป็นเจ้ามือพาครอบครัวเราไปเลี้ยงที่บางขุนเทียน แม่ฉันเองก็เคยเจอเขาบ้างแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยไปส่งฉันที่บ้านที่ราชบุรี เขาเข้ากับแม่และน้องชายได้ดีทีเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันดีใจมาก
“พ่อเรนี่เขาน่ารักนะพิมพ์ เคยเห็นยังไงก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น นี่เราคบกับพี่เขากี่ปีแล้วล่ะลูก” แม่เอ่ยถามตอนที่เขากับน้องชายไปดูปลาในตู้
“สามปีกว่าแล้วค่ะแม่” “อืม ดูแลกันดีๆนะลูก” แม่ฉันพร่ำสอนเรื่องต่างๆ ฉันเลยลองถามเรื่องที่เขาชวนไปอยู่ด้วย
“ถ้าลูกมั่นใจ คิดดีแล้วก็ไปเถอะ พี่เขาก็ดูไม่ใช่คนเห็นแก่ได้อะไร แต่ก็ต้องดูนะพิมพ์ ถ้าเรายังไม่พร้อม อย่าให้มีน้อง” ฉันรู้สึกอายหน้าแดงขึ้นมา เรื่องแบบนั้นฉันเองก็เคยคิด ถ้าไปอยู่ด้วยกันหญิงชาย อีกทั้งเราสองคนยังเรียกกันว่าแฟน เรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องปกติ แต่ฉันรู้สึกอายจัง
“นี่ครับ คุณผู้หญิง กุญแจบ้าน และนี่สมุดเงินฝากของพี่” วันที่ฉันตกลงใจย้ายเข้าไปอยู่คอนโดกับเขา ก็เมื่อฉันได้งานที่โรงแรมแห่งหนึ่งตรงข้ามโรงพยาบาลย่านมหาวิทยาลัย เพราะวารินทร์เองก็ไปสมัครพร้อมกัน ฉันได้ตำแหน่งพนักงานต้อนรับที่สวมชุดไทย ส่วนวารินทร์ได้ตำแหน่งพนักงานหน้าเคาท์เตอร์
“สมุดเงินฝาก ทำไมคะพี่เร” ฉันเองก็ตกใจที่เขายื่นสมุดเงินฝากส่วนตัวของเขาให้ฉัน ห้องหับเตรียมพร้อมสำหรับฉันมานานแล้ว
“ก็ต่อจากนี้ เราสองคนจะเป็นคนๆเดียวกันแล้วไงครับพิมพ์ พี่ให้พิมพ์ดูแลทุกอย่าง” เขาตอบออกมา คำตอบที่ทำให้ฉันอายและอมยิ้ม ครั้งแรกของฉันก็ผ่านไปด้วยดี ฉันไม่คิดเสียใจที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้เขาหมดแบบนี้ เพราะไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง เรื่องแบบนี้มันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี อีกทั้งหญิงชายนอนเตียงเดียวกัน ถึงฉันจะไม่ยอมเขาก็คงต้องหาวิธี แต่นั่นมันไม่ใช่ประเด็น แต่สำหรับฉัน ฉันให้เขาป้องกันเสมอ แลกด้วยเหตุผล เราต้องสร้างเนื้อสร้างตัวกันก่อน ตอนแรกเขาก็ทำสีหน้าไม่พอใจ แต่ฉันเองก็ยึดมั่นในคำสอนของแม่ เขาจึงยอมและก็ไม่เคยว่าอะไรอีกเลย
“พิมพ์ ทำไมน้องไม่ไปลองสมัครเป็นแอร์ดูล่ะ เนี่ยภาษาก็ดี สูง สวย ครบองค์แบบนี้ลองเลยน้อง พี่ว่าน้องได้แน่ๆ” พี่ที่ทำงานแนะนำ ฉันเองก็ไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้เหมือนกัน
“แต่จะดีเหรอคะพี่” “ต๊ายนี่หนู แอร์น่ะมีแต่คนอยากเป็น นี่ถ้าพี่ไม่มีผัวซะก่อนนะ พี่ก็คงไปสมัครอยู่หรอก พิมพ์ลองไปเถอะ เชื่อพี่ ไปสอบโทอิกก่อน”
“วา แกว่าเราไปลองสมัครแอร์ตามที่พี่เขาบอกไหม” ฉันถามวาตอนพักกินข้าว
“ฉันก็ว่าจะมาชวนแกอยู่พอดี แกหยุดวันอังคารใช่ไหม งั้นฉันจะลา เราไปสอบโทอิกกันแก” ฉันกับวารินทร์นัดแนะกัน จนไปสอบโทอิก ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ
“พี่เร พิมพ์ว่าจะไปสมัครเป็นแอร์ พี่เรว่าดีไหม” ฉันถามเขาในตอนเย็น
“จริงดิพิมพ์ เยี่ยมไปเลย คราวนี้ล่ะพี่จะได้มีแฟนเป็นแอร์ โว้ย ดีใจ” เขาตะโกนออกมา ท่าทางของเขาทำให้ฉันยิ้ม
“แต่แหม ยังไม่ได้ไปซะหน่อยนะพี่เร ดีใจอะไรขนาดนั้น” ฉันแซวเขา เขาเองก็กระโจนเข้าหาฉัน จากวันนั้นถึงวันนี้ฉันมีความสุขเสมอมา ความสุขที่มันไม่เคยตกหล่น ไม่เคยลดน้อยถอยลงเลย ฉันรักเขามาก มากจริงๆ
“อย่าเสียใจไปเลยนะแก ไม่ใช่มีแค่สายการบินเดียว ลองอันใหม่ก็ได้” ฉันปลอบใจวารินทร์เมื่อรู้ผล
“ใช่สิ ก็แกได้นี่” วารินทร์แว้ดออกมา ฉันเองก็ตกใจ แต่ไม่นานวารินทร์ก็เปลี่ยนสีหน้า
“ดีใจด้วยนะแก ฉันว่าแล้ว แกน่ะต้องได้แน่ๆ ป่ะไปฉลองกัน” ฉันไม่คิดว่าฉันมีอะไรโดดเด่นกว่าใคร ฉันไม่เคยมองในจุดนี้ แต่ฉันก็อดดีใจไม่ได้ที่ได้งานเป็นแอร์อย่างที่อยากจะเป็น การคัดกรองพนักงานบนสายการบินเป็นไปอย่างเข้มงวด นั่นมันก็ทำให้ฉันรู้ว่า อย่างน้อยฉันก็ผ่านเข้าไปได้
“ดีใจจังเลยพิมพ์ พี่ดีใจจังเลย” เขากอดฉันแล้วยกตัวฉันสูงขึ้น เขาดูมีความสุขมาก ฉันเองก็เช่นกัน แต่อาชีพนี้เวลาที่เคยมีค่ามากที่สุดก็เหมือนกับว่าฉันจะต้องเจียดให้มันมากกว่าสิ่งไหน ช่วงเวลาเข้ารับการอบรมเพื่อที่จะเริ่มงานนั้น หนักหน่วงเข้มข้นเหลือเกิน ทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฎี ฉันกลับถึงคอนโดก็หลับเป็นตาย
“วันหยุดไปดูหนังกันดีกว่านะพิมพ์ พี่เห็นพิมพ์เหนื่อยมาหลายอาทิตย์แล้ว” เขาชวนในวันที่ฉันหยุดและเขาเองก็หยุด ความจริงฉันไม่ได้อยากออกไปไหนเลย เพราะเหนื่อยล้าจากการฝึกเหลือเกิน แต่ก็เห็นใจเขา
“วันนี้แต่งตัวสวยๆเดินกับพี่หน่อยสิ นะครับพิมพ์” เขาอ้อนวอน ฉันเองก็ไม่อยากยึดติดกับอะไรนอกกายแล้ว เพราะถ้าได้ทำงานบนเครื่อง ยูนิฟอร์มที่ใช้ก็เป็นกระโปรงเหนือเข่าอยู่ดี เพราะเป็นสายการบินต่างชาติ ฉันยอมแต่งตัวสวยอย่างที่เขาต้องการจะให้ฉันแต่ง กระโปรงบานลายดอกไม้สีหวาน กับเสื้อยืดตัวเล็กทับด้วยเสื้อคลุมถักตาข่ายโตๆ ฉันแต่งหน้าทั้งที่วันหยุดฉันจะไม่เคยแต่งเลย
“เห็นไหม สวยออก พี่ดีใจจังที่ได้เดินกับแฟนสวยๆอย่างพิมพ์” เขาคอยประคองบ่าฉันไปตลอดเวลาที่ถึงห้าง ฉันเองก็ดีใจที่เขาดูหวงแหนฉัน
“คนมองพิมพ์ใหญ่เลย คงจะอิจฉาพี่ ที่พี่มีแฟนสวย” เขาพูดอยู่แต่แบบนี้ จนฉันไม่คิดอะไรได้แต่ยิ้ม
“พิมพ์ พิมพ์ว่าเราไปซื้อบ้านที่รังสิตดีไหม เพื่อนพี่แนะนำมา โครงการนี้สวยนะ พี่มีโบรชัวร์ให้ดูด้วย”
“โห ตั้งหลายล้านนะคะพี่เร เก็บตังค์แล้วค่อยๆดูไปก่อนดีไหม” บ้านเดี่ยวที่ราคาสูงลิบลิ่วทำให้รู้สึกหวาด
“อืมก็ได้ครับ หรือพี่จะออกแบบเองดีกว่าไหมพิมพ์ เรือนหอของเรา เพราะพี่ก็ดูที่ไว้อยู่เหมือนกัน”
“ก็ดีค่ะ บ้านของเรา เราสร้างมันด้วยมือของเรา”
“พี่รักพิมพ์นะ” เราโอบกอดกันอย่างเป็นสุข หน้าที่การงานนั้นมันหนักหน่วงก็จริง แต่พอกลับมาถึงที่ที่เราอยู่ ได้เจอคนที่เรารักความเหนื่อยเหล่านั้นมันก็มลายหายสิ้นไปทันที
“พี่เร พิมพ์ได้บินแล้ว ไฟลท์แรกไปดูไบ สามวันแน่ะ พี่เรอยากได้อะไรไหม” หลังจากที่บินระยะใกล้มาสักพัก โอกาสก็เข้ามา เมื่อฉันได้บินไฟลท์ต่างประเทศ และเป็นครั้งแรกที่ฉันจะบินหลายวันติดกัน
“ดูไบเหรอ เขามีอะไรน่าสนใจบ้าง แต่พิมพ์ไปหลายวันแบบนี้พี่ก็เหงาแย่ดิ” เขาทำหน้าหงอยๆ ฉันเลยเข้าไปกอดเขา ใจจริงก็ไม่ได้อยากไปนานหลายวันนัก แต่บินต่างประเทศค่าตอบแทนมันก็สูงกว่า
“ก็พิมพ์ไปทำงานนี่คะ ไม่ว่าพิมพ์จะไปไกลแค่ไหน พิมพ์ก็ต้องกลับมาหาพี่เรอยู่ดี เพราะใจพิมพ์อยู่ที่นี่”
“พิมพ์ พี่ดีใจนะที่พี่ได้รักพิมพ์ พี่รักพิมพ์มากนะ” เขาย้ำคำว่ารัก ให้ฉันได้ซาบซึ้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งฉันก็รู้สึกมีความสุขและรับรู้ได้ถึงความรักนั้นมากขึ้นทุกทีที่ได้ยิน
“พี่เร อาทิตย์นี้พิมพ์บินยุโรปนะ เป็นอาทิตย์เลยอ่ะ” จากที่เคยสามสี่วันก็นับว่านานมากแล้ว แต่พอเริ่มนานวันเข้าก็เริ่มเป็นอาทิตย์ เพราะไฟลท์ต่อหลายเมือง มีการสับเปลี่ยนตารางแทนหน้าที่กัน ฉันเองก็ไม่เคยบ่นที่โดนสับเปลี่ยนตาราง แต่ก็เห็นใจเขาอยู่มาก แต่พอหลายครั้งเข้า ก็เหมือนเขาจะเริ่มชิน
“เหรอครับ กลับเมื่อไหร่ล่ะพิมพ์” “วันศุกร์เย็นค่ะพี่เร เดี๋ยวพิมพ์จะซื้อรองเท้าให้ใหม่นะ คู่เก่ามันเยินแล้ว”
“รู้เบอร์เท้าพี่เหรอเราน่ะ” ฉันนั่งลงกับพื้นแล้วจับเท้าเขาเบาๆ
“รู้สิคะ ก็พิมพ์เป็นแฟนพี่เรนี่” เขายิ้มแล้วประทับรอยจูบบนริมฝีปากฉัน ชีวิตของแอร์อย่างฉัน อนาคตมันไม่แน่นอนหรอก ฉันวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะทำอีกอย่างมากสองปี เก็บเงินให้ได้มากที่สุด รอให้เขาขอแต่งงาน แล้วฉันก็จะหางานอื่นทำ งานที่มีเวลาให้เขา ชดเชยกับช่วงเวลานี้ที่ขาดหายไป ฉันอยากจะมีครอบครัว ครอบครัวที่มีเราพ่อแม่ลูก
“อ้าวพิมพ์ ฉันนึกว่าพี่มีนซะอีก เปลี่ยนกับแกอีกแล้วเหรอ” บีม เป็นสจ๊วตในทีมเดียวกับเรา ฉันเองก็ค่อนข้างสนิทกับบีมเพราะเขาเป็นเกย์ ฉันว่าเกย์มีเสน่ห์นะ คุยสนุก ไม่เคยละลาบละล้วง นั่นคงเป็นเพราะรสนิยมทางเพศที่แตกต่างกัน
“อืม ก็ไฟลท์หน้าฉันก็ไม่มาไง แกไปทำไรมาเนี่ย หน้าตาเหมือนคนอดนอน”
“เมื่อคืนหนักไปหน่อยแก นี่ๆ เมื่อคืนฉันได้เด็ก มหาฯลัยมาล่ะแก แซ่บเวอร์” ท่าทางของบีมทำให้ฉันอดหัวเราะไม่ได้ เวลาบีมพูดคุยออกสีหน้าท่าทาง ทำเสียงสูงต่ำ สนุกดี
“ไปหลอกอีท่าไหนล่ะ เด็กมันถึงยอม”
“ว้าย หลอกอะไรยะ ดูอย่างฉันสิ ไม่สวยตรงไหน แหมแก แค่บอกเป็นสจ๊วตนะ อีเด็กพวกนี้ขี้คร้านจะถวายตัวเรียงคน ฉันล่ะเบื่อ เกิดมาสวย นี่ๆ มาดูรูป เป็นไง” บีมล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาแล้วเปิดรูปภาพอวด ในรูปเป็นบีมเองกำลังคลอเคลียอยู่กับเด็กหนุ่มรุ่นน้อง หน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว
“อืม หล่อดีนี่แก” “ไม่หล่อธรรมดานะจ๊ะ แซ่บมากด้วย” ฉันหัวเราะชอบใจ ทริปนี้เป็นทริปที่สนุกมาก เพราะได้บินกับบีม เราจากที่สนิทกันอยู่แล้ว ยิ่งสนิทกันมากกว่าเดิมอีก
“หัวแหลมจะดีเหรอแก แฟนแกไม่ใช่เกย์นี่” พอวันที่พัก เราก็ออกเดินหาซื้อของฝาก ทั้งบรรดาเพื่อนพ้องฝากบ้าง ซื้อให้คนในครอบครัวบ้าง ร้านรองเท้าหนังในมิลานเป็นที่ที่ฉันชวนบีมให้ไปเลือกช่วย
“เหรอ เกย์เขานิยมแบบนี้เหรอ แต่คู่นี้สวยดีนะแก”
“แกไม่เอาคู่นี้ล่ะ ผู้ชายธรรมดาเขาใส่กัน” บีมเป็นคนแนะนำ ฉันเองก็เออออตาม แล้วบอกขนาดกับคนขายไป
“แกจะแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะพิมพ์” บีมถามขึ้นตอนที่เราแวะจิบกาแฟพักเหนื่อย
“ก็รอให้เขาขออ่ะ น่าจะภายในปีสองปีนี้”
“ว้าย เริ่ด แล้วพอแต่งงานแกจะยังบินอยู่ป่ะ”
“คิดว่าไม่อ่ะแก ฉันว่าจะหาอย่างอื่นทำ” “อืม น่าเสียดายนะ แกน่ะสวย ยังบินได้อีกหลายปีนะแก ไม่บินๆไปก่อนล่ะเก็บเงิน พอมีลูกมีเต้าแล้วค่าใช้จ่ายมันเยอะนะ”
“ไม่รู้สิ เดี๋ยวค่อยคิดแก ก็ตอนนี้เขายังไม่ขอ”
“ค่ะ สวย แกๆ ฉันเห็นเสื้อร้านโน้นสวยๆเยอะ ไปดูกันไหม” ถ้าให้คิดถึงอนาคต ฉันเองก็วาดมันร่างๆไว้บ้างแล้ว เขาคือคนที่ฉันวาดฝันจะใช้อนาคตร่วม ตั้งแต่คบกันมาไม่มีสิ่งไหนที่เป็นที่น่าตำหนิ เขาเป็นคนดี เขาเป็นคนที่ฉันเลือกแล้ว
“ใส่ได้ไหมคะพี่เร” พอกลับมาฉันก็ให้เขาลองรองเท้าคู่ใหม่
“พอดีเลยจ๊ะ สวยจัง เข้าใจเลือกนะเนี่ยพิมพ์”
“พิมพ์ให้เพื่อนช่วยเลือกน่ะค่ะ เลือกยากเหมือนกันนะรองเท้าผู้ชายเนี่ย”
“สวยดี หนังดีด้วยนะเนี่ย” ดูเขาพอใจกับรองเท้าคู่ใหม่ ฉันเองก็เป็นสุขใจ
“พี่เร พิมพ์ขอใช้คอมหน่อยนะคะ ขอเช็คตารงแป๊บ” วันที่ไม่ได้บิน คือวันที่ฉันรู้สึกมีความสุขที่สุด ได้อยู่กับห้อง ทำความสะอาด ทำนั่นทำนี่ ซักผ้าให้เขา เหมือนฝึกเป็นแม่บ้านไปในตัว
“อะ อ้อ แป๊บนะพิมพ์ พี่ปิดงานของพี่ก่อน” เขารีบวิ่งมาที่คอมพิวเตอร์ ฉันเองก็ไม่ว่าอะไร แต่ท่าทางของเขาดูลนลานยังไงพิกล
“แอบทำไรป่ะเนี่ยพี่เร” “เฮ้ย บ้า ไม่ๆ พอดีพี่ทำเสร็จแล้วล่ะ ก็โครงร่างงานลูกค้าน่ะพิมพ์ อ่ะ ใช้ได้เลยครับ ที่รัก” ฉันนั่งลงที่โต๊ะ แล้วคลิกไปที่ไอคอน
“พี่เรมีเฟสบุกด้วยเหรอคะ” เพราะหน้าที่มันเด้งขึ้นมาคือเฟสบุก แต่ฉันเห็นแค่ภาพบางส่วน เหมือนเป็นเรือนร่างของผู้ชาย เขารีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ
“อ้อ อันนี้ของที่ทำงานจ๊ะ พิมพ์ พอดีมันมีงานเกี่ยวกับผู้ชายกับบ้านแนวคิดใหม่น่ะ” เขารีบล็อกเอาท์ออกทันที ฉันเองสงสัย แต่ก็นิ่งเงียบไป
“แก เลิกงานกี่โมง มีของมาฝาก” พอเย็นๆก็นัดเจอวารินทร์ที่ยังทำงานอยู่ที่โรงแรมเหมือนเดิม
“เหรอ เฟสบุกอะไรวะแก” ความสงสัยกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน ความน้อยใจหรือไม่พอใจกับสิ่งเล็กๆก็มาด้วยกัน แต่นี่ฉันแค่สงสัย ไม่ได้น้อยใจอะไร
“ไม่รู้ดิแก เห็นเขาลนลานปิด แต่เหมือนเห็นแว้บๆเป็นผู้ชาย เขาบอกมันเป็นงานเกี่ยวกับผูชายกับบ้านแนวคิดใหม่” “หือ แล้วรูปผู้ชายยังไง” วารินทร์เองก็สงสัย
“มองไม่ถนัดว่ะแก มันเร็วเกิน เดี๋ยวถามดีกว่า
“อย่าเลยแก ถ้าแกถามพี่เขาจะหาว่าแกไม่ไว้ใจเขานะ ค่อยๆดูไปดิ แล้วไหนยะของฝาก” วารินทร์ได้เตือนสติฉัน แต่ฉันเองก็อดคิดมากไม่ได้หรอก ฉันรู้สึกอะไรไม่รู้ในตอนนี้ มันปั่นป่วนไปหมด ฉันอยากจะบอก อยากจะระบายกับวารินทร์มาก แต่ฉันก็ไม่มั่นใจ มันไม่ใช่เรื่องจริง ฉันเชื่อเขา คนรักกันต้องเชื่อใจกัน มั่นใจว่าคนนี้คือคนที่ใช่แล้ว
“พิมพ์ เราแต่งงานกันไหม” พอตอนเย็นเปิดห้องเข้าไป ฉันก็ยืนอึ้งอ้าปากค้าง ของที่ถือเข้ามาด้วยร่วงลงกับพื้น ในห้องเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดง แสงเทียนวามวับระยับไปทั้งห้อง เขายืนถือช่อดอกกุหลาบช่อใหญ่ไว้ในมือ พอฉันเปิดห้องเข้าไปเขาก็คุกเข่าลง น้ำตาของฉันหลั่งไหลออกมาเกินจะกลั้น
“พี่เร” ฉันครางออกไปด้วยความดีใจ
“แต่งงานกับพี่นะครับพิมพ์ พี่รักพิมพ์มากนะ” ฉันทั้งอึ้งทั้งดีใจ น้ำตาไหลออกมามากมายเหลือเกิน
“พี่เร ค่ะ เราจะแต่งงานกัน” ฉันรอคำขอนี้มานานแล้ว รอมานานจนฉันเองไม่ต้องคิดอะไรแล้ว คำตอบที่มันมีอยู่แล้วในใจฉันยังต้องรออะไรอีก ฉันทรุดตัวลงกอดเขาแน่นแล้วสะอื้นออกมา ลูกผู้หญิงจะมีวันไหนที่เรารู้สึกเป็นสุขใจ ปลื้มใจได้เท่านี้ วันที่รู้สึกว่ามีรักแรกพบ วันที่เขาขอแต่งงาน วันที่สวมชุดแต่งงาน และวันที่คลอดลูก สำหรับฉันตอนนี้ฉันดีใจมาก
“พรุ่งนี้เราไปดูแหวนกันนะพิมพ์” เขาดูมีความสุขมากเช่นกัน เราคุยกันเรื่องงานแต่งของเราทั้งคืน อนาคตของเราสองคน ไม่มีคำว่า พิมพ์ลภัส หรือ จเร เพียงคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นเรา เราสองคน แหวนแต่งงานของเราเป็นทองคำขาว ฝังเพชรเม็ดเล็กๆ ด้านในสลักชื่อของเราสองคนและมีรูปหัวใจสองดวงคล้องกันอยู่ เขาสวมให้ฉันทันที
“ไม่รอวันงานก่อนเหรอคะพี่เร”
“ไม่ต้องหรอกจ๊ะพิมพ์ ไม่ว่าวันไหน เราก็รักกันอยู่ดี” ทั้งอาทิตย์ฉันและเขาก็ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมงาน แต่อยู่ในขั้นร่างแผนงานเท่านั้น ยังไมได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฤกษ์ที่ทางบ้านของเขาบอกว่าดีคือตอนปลายปี เราจึงตระเวนดูแพกเกจแต่งงาน และสถานที่ไปพลางๆ ระหว่างนั้นฉันเองก็มีความสุข เหมือนอยู่ในวิมาน
“ยินดีด้วยนะจ๊ะพิมพ์ แหวนสวยจัง” ฉันยุ่งกับเรื่องงานแต่งงานของเราเพียงแค่อาทิตย์เดียวก็ต้องกลับไปทำงานต่อ ทริปนี้ไม่เจอบีมแต่เป็นรุ่นพี่อีกคน
“ขอบคุณค่ะพี่มิ้นท์ แล้วบีมเปลี่ยนไฟลท์เหรอคะ” ฉันถามถึงเขาเพราะอยากจะบอกความยินดีที่มีในใจให้กับเขาได้รับรู้ เพราะฉันถือว่าบีมเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
“มันเปลี่ยนกับไอ้ตั้มน่ะ มันบอกมันมีนัด ตี้ๆอะไรไม่รู้พิมพ์ แล้วได้ฤกษ์เมื่อไหร่เนี่ย”
“ปลายปีแน่ะค่ะพี่ ตอนนี้ก็ยุ่งเรื่องหาโรงแรมกับจองแพกเกจ”
“ใครกันนะโชคดีจัง ได้แต่งงานกับพิมพ์” ในที่ทำงานไม่มีใครเคยเห็นหน้าเขา เพราะฉันเองไม่เคยกล่าวถึงเรื่องส่วนตัวเท่าใดนัก
“มีรูปไหมอ่ะพิมพ์ อยากดูจัง ใครกันนะ” เพื่อนสจ๊วตอีกคนก็อยากดู ฉันจึงเอาโทรศัพท์ออกมาเปิดรูปให้เพื่อนๆดู
“ว้าย หล่อเชียว เหมาะสมกันมากจ๊ะพิมพ์ ว่าแต่เขาทำงานอะไรจ๊ะ” พอมีหนึ่งก็ต้องมีสอง ฉันทำใจไว้แล้ว แต่ไม่มีอะไรน่าอายหรือต้องปิดบังสำหรับเขาและฉัน ฉันควรจะภูมิใจเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าหากแต่งงานกันไปแล้ว ยังไงๆเพื่อนๆก็ต้องรู้อยู่ดี
“พี่เขาเป็นวิศวะค่ะพี่มิ้นท์” ถ้าให้จัดอันดับอาชีพที่ดูมีคุณค่าในสังคม หรือดูดีคิดว่าวิศวะน่าจะอยู่ในอันดับต้นๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเอง แต่คนใกล้ตัวเป็นเราก็รู้สึกยินดี เพราะเพื่อนร่วมงานพากันกรี๊ดกร๊าดเหมือนจะดีใจยินดีปรีดากว่าฉันเสียอีก
“ถึงว่า ขนาดกัปตันจีบพิมพ์ พิมพ์ยังไม่แลเลย เพราะมีหนุ่มวิศวะนี่เอง”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะพี่มิ้นท์ ก็พิมพ์คบกับพี่เขาคนเดียวตั้งแต่เรียนนี่คะ”
“ตายจริง น่ารักจังเลยน้องพิมพ์ รักแรก รักเดียว” ฉันรู้สึกปลื้มใจกับคำเยินยอแบบนี้ เขาเป็นรักแรกและรักเดียวของฉันจริงๆ ในวันนี้ฉันพูดได้เต็มปากว่าฉันรักเขา และเขาคือคนๆเดียวที่ฉันอยากจะใช้ชีวิตร่วมด้วยไปจนวันสุดท้ายของลมหายใจ
“พี่เร วันนี้พิมพ์จะทำกับข้าวให้พี่เรลองชิมนะ พี่เรอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม” พอลงจากเครื่องฉันก็กดโทรศัพท์ไปหาเขาทันที แต่ท่าทางเหมือนเขากำลังนอนอยู่
“พิมพ์ อ้อ วันนี้กลับแล้วเหรอจ๊ะ อือ ทำไรกินดี”
“พี่เรไม่ทำงานเหรอคะ เหมือนยังนอนอยู่เลยอ่ะ เอ๊ะ หรือว่าพี่เรไม่สบาย” เกือบจะบ่ายสองโมงแล้ว ฉันไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากห่วงว่าเขาจะไม่สบาย
“จ๊ะพิมพ์ พี่เวียนหัวนิดหน่อยน่ะ” “งั้นรอพิมพ์แป๊บนะคะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” ฉันร้อนใจมาก รีบนั่งรถกลับที่พักในทันที ทั้งที่พี่มิ้นท์ชวนไปกินข้าวก่อนกลับ
“พี่เร เวียนหัวมากไหมคะ กินข้าวหรือยัง” พอฉันไปถึงก็ปรี่เข้าไปดูเขาในห้องนอน เขายังคงนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม หน้าตาดูเหมือนคนอดนอนมาหลายวันทีเดียว
“ค่อยยังชั่วแล้วจ๊ะพิมพ์ พี่ขอโทษนะที่พี่ไมได้ไปรับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ พี่เรไม่สบายนี่ แล้วกินอะไรบ้างหรือยังคะ”
“ยังเลยจ๊ะ เนี่ยพิมพ์โทรมาพี่เลยตื่น” “งันพิมพ์ทำโจ๊กให้กินรองท้องไปก่อนนะคะพี่เร” ฉันรีบลนลานออกจากห้อง แล้วไปทำโจ๊กกระป๋องให้เขากิน ท่าทางเขาค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้ว ฉันเองก็คอยลูบตามเนื้อตัว
“เหมือนจะตัวรุมๆนะคะ งั้นพิมพ์เช็ดตัวให้นะคะ”
“เอ่อ ไม่ต้องหรอกพิมพ์ พี่อาบน้ำเองดีกว่า แค่นี้เอง กินยาไปแล้วเดี๋ยวก็หาย”
“เอางั้นเหรอคะ งั้นอาบน้ำอุ่นเอานะคะพี่เร” ฉันเตรียมเสื้อผ้าให้เขาเพื่อที่จะอาบน้ำ พอเขาอาบน้ำฉันก็เก็บกวาดบ้านที่เหมือนเขาจะไม่ได้ทำเลยตลอดเวลาที่ฉันไม่อยู่ ท่าทางอาทิตย์ที่ผ่านมางานเขาคงจะยุ่งอยู่ไม่น้อย เขาดีขึ้นในวันถัดมา จนหายเป็นปกติ ไปทำงานเหมือนเดิม ส่วนฉันก็ทำงานบ้าน และนัดเจอเพื่อนๆ เพราะคราวนี้หยุดแค่สองวันต้องรีบทำธุระให้เสร็จ ของเพื่อนฝากซื้อก็เยอะแจกจ่ายออกไปให้หมด
“แล้วเรื่องงานไปถึงไหนแล้วแก แหวนสวยนะยะ” วารินทร์ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเสมอมา ส่วนกาญจนาตั้งแต่จบ เราก็คุยกันน้อยลง ตอนนี้กาญจนามีครอบครัวแล้ว
“ยังไม่ถึงไหนเลยแก อีกตั้งปลายปีโน่น”
“อย่านอนใจไปล่ะแก ไม่ว่ายังไงฉันจองนะยะ เพื่อนเจ้าสาวน่ะ”
“จ้า ไม่มีใครกล้าแย่งหรอกแก” ตอนขากลับฉันไม่นั่งรถไฟฟ้า แต่เปลี่ยนเป็นนั่งรถเมล์กลับแทน รถเมล์ผ่านบ่อนไก่ที่ที่เราเคยอยู่ กลิ่นอายความทรงจำในอดีตก็เหมือนจะแวบผ่านเข้ามา ตอนนั้นเรายังไม่ประสีประสาอะไรเลย ตอนนี้กำลังจะแต่งงานแล้ว
“หายไปไหนมาแก” พอไปทำงานก็ได้บินไฟลท์เดียวกับบีม ฉันรู้สึกดีใจมาก พอเจอหน้าก็ปรี่เข้าหา
“แหมแก จะแต่งงานก็ไม่บอกนะ ไหนยะแหวน เห็นไอ้ตั้มบอกแหวนสวยมากๆ”
“ก็วันนั้นจะบอกแก แต่แกเปลี่ยนกับตั้มเองนี่ แล้วไงแก หน้าตาเหมือนอดนอนมาอีกแล้วนะ ไปทำอะไรมายะ”
“ก็ได้ผู้ชายอ่ะแก คนมันสวยอ่ะนะ ว่าแต่ ต๊าย แหวนสวยนะเนี่ย กี่กะรัต” บีมจับมือของฉันขึ้นดูแล้วทำตาโต
“ไม่มากหรอกแก” “น่าอิจฉาเนอะ” แต่ระหว่างนั้นเราก็เตรียมของ ตรวจดูความเรียบร้อยก่อนที่จะปล่อยให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง
“นี่ๆ พิมพ์ ถ้าไม่ใช่แกนี่ฉันไม่เล่านะยะ” บีมเดินเข้ามากระซิบบอกฉัน
“อะไรแก” “ก็เรื่องผู้ชายที่ฉันไปซ่ำมาวันก่อนไง แซ่บเด็ดดวงมากแก หล่อมาก ทุกอย่างลงตัว แซ่บเวอร์ ซ่ำกับฉันสามสี่ครั้งแล้ว เขาบอกเขาติดใจ” ฉันหัวเราะไปกับคำพูดและท่าทางของบีม
“จ้าแม่คนสวย แซ่บ ไปได้มายังไงล่ะยะ” “ก็ในเน็ตล่ะแก คนนี้ฉันสีนานแล้ว เขาเพิ่งมีเฟสไม่นานนี่เอง”
“หือ หาได้ทางเฟสด้วยเหรอแก” “น้อยไปย่ะ ฉันหาทุกช่องทางล่ะ น้องคนก่อนชิดซ้ายไปเลยนะแก”
“เทพบุตรขนาดนั้นเชียว ถึงชมไม่ขาดปาก” ฉันไมได้อยากรู้อยากเห็นเรื่องใต้สะดือของบีมสักเท่าไหร่นัก แต่ด้วยที่เขาเป็นคนคุยสนุก ทุกคำพูดมันทำให้ฉันมีรอยยิ้ม และฉันชอบน้ำเสียงและท่าทางของเขาเวลาเล่าเรื่อง
“ไม่รู้จะบอกยังไง แซ่บอ่ะแก โอ้ย นี่ก็นัดกับเขาอีกนะ ฉันว่าจะแลกไฟลท์กับไอ้ตั้มอยู่ แต่มันไม่ยอม”
“บ้าแก เสียการเสียงานนะเนี่ย”
“เสียก็ยอมค่ะเธอ นานๆได้เจอไบหล่อๆที แถมยังติดใจฉันด้วย”
“ไบ? แปลว่าเขาได้ทั้งชายและหญิงเหรอ” ฉันสงสัย ที่จริงก็พอรู้มาบ้างเกี่ยวกับเรื่องรสนิยมทางเพศแบบนี้
“ใช่สิแก เขามีแฟนแล้วเป็นหญิง เขาหล่อมากเลยอ่ะ แฟนเขาท่าทางจะสวย ที่สำคัญแซ่บเวอร์ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันได้เป็นเมียน้อย กรี๊ดเบาๆ”
“อ่านะ ช่วยยกอันนี้ก่อนสิแก” เราคุยกันไปทำงานไป
“ฉันมีหลักฐานล่ะแก” บีมเอ่ยออกมาตอนที่อยู่ทางเข้าเครื่อง ที่เจ้าหน้าที่กำลังเชื่อมกับเครื่องของเรา
“อี๋ ถ้าเป็นแบบโป๊ไม่ดูนะแก” “นี่หล่อน ฉันไม่ได้ให้ใครดูง่ายๆนะ ฉันแอบถ่ายตอนเขาหลับ เพราะเขาไม่ยอมให้ถ่าย แกดูสิว่าหล่ออย่างที่บอกไหม” บีมเปิดรูปในมือถือแล้วจ่อมาที่หน้าของฉัน
“ฮึก” นั่นเป็นเสียงเดียวที่ออกจากปากฉัน เคยอยู่ดีๆแล้วเหมือนโดนไม้แข็งๆหนักๆตีที่หัวไหม มันเหมือนคนขาดอากาศ มันเหมือนหัวใจฉันกำลังจะหยุดเต้น ขนทั่วทั้งตัวลุก น้ำตาเอ่อนองออกมา อยากจะหลับตาลง ไม่อยากจะเห็น ไม่อยากให้มันเป็นเรื่องจริง ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้ มันไม่จริงใช่ไหม ฉันไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว ร่างกายมันชาไปทันที
“พิมพ์” เสียงใครต่อใครเรียกชื่อ ฉันชื่อพิมพ์เหรอ ไม่จริง ฉันไม่ได้ชื่อนี้ ฉันไม่รู้จักกับคนในรูป
“มะ ไม่มีอะไร” “พิมพ์ แกเป็นอะไร พิมพ์” บีมเขย่าตัวของฉันจนร่างสั่นเทิ้ม แต่ฉันก็เม้มปากแน่น แน่นเสียจนมันชาไปหมด ฉันอยากออกไปจากตรงนี้ ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น
“ปึ๊ก” พอเราเจ็บ รู้สึกว่าเจ็บมันก็เหมือนว่าสติมันจะไม่มี ฉันเดินชนประตูทางเชื่อมทางเดินจนเซ
“แก อย่าบอกนะว่า พิมพ์ๆ ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้” ฉันก็ไม่รู้
“ขอดูอีกรอบได้ไหมบีม” ฉันเหมือนครางออกไปจากลำคอ น้ำเสียงที่แห้งผาก
“แก อย่าดูเลย” “เอามา” ฉันขึ้นเสียง แววตาของฉันมันคงทำให้บีมรู้สึกไม่ดี เพราะเขายื่นโทรศัพท์ในมือที่สั่นเทาของเขาให้ ฉันคว้ามันมาดู
“มีคลิปด้วยเหรอบีม” เหมือนโดนเอามีดทิ่มแทงกรีดลากลงกลางใจ บีมพยายามจะแย่งมือถือไปจากฉัน แต่ฉันกำมันไว้แน่น เปิดดูคลิปที่บีมถ่ายไว้ ชายคนนั้นเขานอนหลับสนิท บีมเปิดผ้าห่มที่คลุมร่างกายเขาออก ทุกสัดส่วนในร่างกายที่ฉันเคยคิดว่าฉันเป็นเพียงคนเดียวทีได้เห็นมัน มันไม่จริงเลย เขาเหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่น เพราะเขายกแขนขึ้นกอดบีม เขากอดคนอื่น ไม่จริงหรอก นั่นมันไม่ใช่เขา ไม่ใช่เขา แต่ทำไมฉันถึงได้เหมือนคนที่กำลังจะขาดใจตายแบบนี้
“แก ฉันขอโทษพิมพ์ ฉันไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ” บีมร้องไห้ออกมา ส่วนตัวฉันเองกัดปากตัวเองจนสั่น พอปากสั่น มือก็สั่น ตัวก็เลยสั่นตาม น้ำตามันทะลักออกมาจากสองเบ้าตา ความเจ็บปวดร้าวรานมันถาโถมเข้ามา จนฉันไม่มีสติปัญญาแม้แต่จะพยุงร่างให้ยืนให้ตรง ฉันเซแล้วล้มลง พอร่างถึงพื้นก็สะอื้นออกมาอย่างสุดที่จะทน ฉันไม่มีสติพอที่จะปฏิบัติงานต่อไปได้ ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่ห้องพักพนักงาน มีพี่ฝ่ายบุคคลบีบบ่าฉันอยู่ ส่วนตัวฉันเองไม่เคยเป็นแบบนี้ น้ำตาที่มันไหลออกมาพร้อมกับความเจ็บปวด ที่ดันออกมาจากใจ ความแปลบปลาบที่มันเกิดขึ้น มันเร็วเกินไป ไม่ใช่เขา มันไม่ใช่ ร่างกายฉันสั่นไหว
“ไหวไหมพิมพ์” จะให้ตอบว่ายังไง ไหว แต่ดูสภาพฉันสิ ฉันเหมือนคนสิ้นไร้หัวใจ มีสมองแต่คิดอะไรไม่ได้ประมวลผลอะไรไม่ออก สิ่งที่ผ่านเข้ามามันรวดเร็วจนฉันคิดอะไรไม่ออก มันมากกว่าคำว่าเจ็บ มันไม่รู้จะบอกว่าฉันกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ได้โปรดเถอะ ขอให้มันไม่ใช่เรื่องจริง ได้โปรดอย่าให้มันเป็นจริง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าแต่ละวินาทีที่เดินไปนั้น ทำไมมันไม่เอาความเจ็บปวดที่หมักหมมอยู่ในใจฉันไปด้วยเลย ทำไมแต่ละวินาทีความเจ็บปวดนั้นมันเหมือนกลับจะยิ่งพอกพูน นี่เขาทำอะไรอยู่ นี่เขาทำอะไรลงไป ฉันผิดตรงไหนหรือ ฉันพลาดไปตรงไหนหรือ ใครก็ได้บอกฉันที ฉันควรจะทำยังไงดี
“ไม่ไหวโทรหาพี่ได้ตลอดนะพิมพ์” ฉันเหมือนคนจิตหลุด พี่ที่ทำงานมาส่งฉันที่คอนโดของเขา ของเขา? คำว่าเรามันหายไปไหน ไม่ได้นะ ฉันต้องถามเขาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จะถามไปทำไมในเมื่อภาพมันฟ้องอยู่เต็มตาแบบนั้น แล้วฉันควรจะทำยังไงดี
“มีอะไรก็ค่อยๆพูด ค่อยๆคุย กันนะพิมพ์” นั่นสินะ เรายังไม่ได้ถามเขาเลย ว่าความเป็นมาเป็นยังไง ถ้าคนในรูปมันเป็นหน้าเมือนเขาล่ะ บ้าจริง ทำไมมาตีโพยตีพายไปเองได้เยอะขนาดนี้นะ บ้าไปแล้วเรา
“พี่เร” เสียงมันสั่นเกินกว่าที่ฉันจะควบคุม ทั้งที่พยายามแล้ว ฉันเม้มปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ
“อ้าวพิมพ์ ไม่บินเหรอ เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงของเขายังไม่มีความผิดปกติใดๆ เว้นแต่ฉันที่แทบจะระงับความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่ ทำไมไม่ถามเขาให้รู้เรื่องก่อน ทำไมคิดไปเอง
“พี่เร กลับมาห้องตอนนี้ได้ไหม” “พิมพ์ เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ทำไม” ฉันพยายามแล้ว ฉันปล่อยให้โทรศัพท์มันหล่นลงจากมือ เสียงของเขายังคงร้องเรียกชื่อฉันก้องดังออกมา ฉันสะอื้นออกมาอีกครั้ง ยิ่งได้ยินเสียงยิ่งปวดหัวใจ ชายคนนี้คือคนที่ฉันรักหมดใจ เขาคือคนที่ฉันวาดฝันไว้ด้วยกัน เขาคือทุกสิ่งที่ฉันมี แต่ตอนนี้ ฉันไม่รู้ ไม่รู้จริงๆว่าทำไมมันเป็นแบบนี้
“พิมพ์เกิดอะไรขึ้น” เขามาถึงแล้ว ฉันยังคงนั่งที่เดิม ของทุกอย่างในห้องยังอยู่ในสภาพเดิม แม้แต่โทรศัพท์ที่เขาโทรเข้ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เหมือนเดิม คือ ใจของฉัน ใจที่มันห่อเหี่ยวร้าวรานเหลือเกิน ใจหนึ่งบอกให้รอฟังเขา แต่ใจหนึ่งก็บอกให้คิดอะไรต่อมิอะไรไปก่อนหน้า
“พิมพ์ ร้องไห้ทำไม เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงของเขาดูร้อนรน เขาเข้ามากอดฉัน แต่การสวมกอดครั้งนี้ฉันกลับรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม มันคงเริ่มที่ฉันเอง ฉันเองที่ขืนตัวไว้
“พี่เรมีอะไรจะบอกพิมพ์ไหม” ฉันพยายามหยุดคร่ำครวญ เจ็บแทบตายแต่มันจะมีประโยชน์อะไร
“อะไร หมายถึงอะไรพิมพ์ นี่เกิดอะไรขึ้น” ทำไมไม่ถามตัวเอง ฉันสูดลมหายใจที่มีแต่น้ำมูกเข้าปอด พยายามไม่ให้อะไรๆมันแย่ลงไปมากกว่านี้
“พี่เร มีคนอื่นใช่ไหม” “พิมพ์ บ้าหรือไง พี่มีพิมพ์คนเดียว พี่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับใคร ทำไมถามพี่แบบนี้ ใครบอกอะไรมา พิมพ์ หา” เขาโวยวายใส่ฉัน ฉันเม้มปากอีกครั้ง น้ำตามันเหมือนจะไม่ยอมหยุดไหลง่ายๆ
“พี่ไม่เคยมองผู้หญิงคนอื่นนอกจากพิมพ์นะ พูดแบบนี้พี่เสียใจมากนะพิมพ์”
“แล้วผู้ชายล่ะคะพี่เร พี่ไม่มองผู้หญิง แต่พี่มองผู้ชะ” ฉันต่อไม่ได้ สะอื้นออกมาก่อน มันเสียดใจเหลือเกิน ฉันตะโกนออกมา เอามือซุกหน้าตัวเอง
“พะ พิมพ์ พิมพ์เอาอะไรมาพูด” เคยเห็นแต่ในละคร ที่เวลาโจรโดนจับได้ว่าทำผิด ทั้งที่บอกออกปาวๆว่าไม่ใช่เขา เขาไม่ได้ทำ สีหน้าเขาเหมือนกับในละครที่ฉันเคยดู มันซีดลงในทันที
“พี่เร ทำแบบนี้ทำไม”
“ไม่จริงนะพิมพ์ ใครมันใส่ร้ายพี่ อุบาศก์ ทุเรศที่สุด” เขาสบถออกมา
“แล้วคนชื่อบีมล่ะคะพี่เร บอกพิมพ์มาเถอะ แค่นี้พิมพ์ก็รู้สึกเสียใจมากแล้ว อย่าโกหกพิมพ์เลย บีมเขาเป็นเพื่อนพิมพ์เอง” เขาอ้าปากค้าง
“นะ ไหนเขาบอกว่า” “แสดงว่าจริง” ฉันจากที่เสียใจอยู่ เริ่มโกรธเขาขึ้นมา จ้องมองชายคนที่รักด้วยสายตาที่ฉันไม่เคยจ้องมองผู้ใด
“พิมพ์” เขาได้แต่ครางออกมา
“เพราะอะไรคะพี่เร เพราะพิมพ์ไม่แต่งตัวเหรอ หรือว่าเพราะพิมพ์ไม่ใช่ในสิ่งที่พี่ต้องการ แล้วพี่เข้ามาในชีวิตพิมพ์ทำไม ทำไม” ฉันเริ่มโวยวายอีกครั้งจิกตีเขา เหมือนเขาเป็นเสาหินไปแล้ว อ้าปากค้างปล่อยให้ฉันจิกตบอยู่จนสาแก่ใจ
“พิมพ์ พิมพ์จะไปไหน พิมพ์” ฉันวิ่งออกจากห้องมา เขาร้องเรียกฉันแต่ไม่ตาม ฉันอยากจะหัวเราะให้กับตัวเอง ฉันพอจะเข้าใจนะว่าเขาเองก็คงคิดไม่ทัน เขาไม่รั้งฉันไว้เลย
“แก มาหาฉันหน่อยได้ไหมวา” เพื่อนคือคำตอบที่ฉันคิดออกในตอนนี้ ฉันนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ในสวนลุมฯ ขึ้นแท็กซี่ได้ก็บอกเขา พอเขาบอกว่าถึงแล้วก็ลง
“พิมพ์ แกเป็นอะไร” พอวารินทร์มาถึง เมื่อเห็นสภาพฉันก็โผเข้ากอด ฉันกอดเพื่อนรักไว้แน่นแล้วปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง ฉันเหมือนจะเสียสติไปแล้ว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง หน้าตาก็เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะคงคิดว่าฉันเป็นอีบ้าคนหนึ่ง ฉันพยายามเล่าเรื่องให้วารินทร์ฟัง เท่าที่จะสามารถพูดออกมาเป็นคำได้
“เลว ทำไมทำแบบนี้ เสียแรงที่ฉันอุตส่าห์เชียร์” วารินทร์สบถออกมา น้ำตาเอ่อนองกอดฉันไว้
“กลับห้องฉันแก ฉันลางานมาแล้ว” แทนคำขอบใจเพื่อนรัก ฉันโผเข้ากอดวารินทร์อีกครั้ง สะอื้นจนตัวโยน นานแสนนานกว่าฉันจะสงบลงได้
“ทำไมเหรอแก ฉันไม่สวยเหรอ เพราะฉันไม่ถึงใจเหรอ เขาอยากให้ฉันดูดให้เหรอ ทำไมไม่บอก ทำไม หรือเขาอยากให้ฉันทำอะไรให้ แก” “พิมพ์ หยุดๆ อย่าพูด ขอร้องล่ะ อย่าพูดแบบนี้” พอถึงห้องฉันก็บ้าขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งเริ่มมีสติมันก็จะวกคิดกลับมาเป็นเหมือนเดิม ยิ่งเริ่มมีลมหายใจคิดไปลมหายใจก็เหมือนจะขาดลงรอนๆ
“ฉันรักเขามากนะแก ทำไม ทำไม” มียาอะไรที่กินแล้วลืมในทันทีไหม ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากจะลืมเริ่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถ้าเป็นไปได้ขอลบความทรงจำในวันนี้ออกไปให้มันหมด ฉันไม่ได้รู้ได้เห็นอะไรมา เรา มันยังมีเราอยู่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน มันไม่จริงใช่ไหม
“แก อย่า” ฉันเอามือขึ้นตบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อย้ำเตือนสติว่านี่ฉันฝันไปใช่ไหม มันไม่ใช่เรื่องจริง
“ฮือๆ วา ฉันเจ็บเหลือเกิน” “ฉันเข้าใจแก อย่าทำแบบนี้ อย่าทำแบบนี้ ได้โปรดเถอะแก” วารินทร์เองก็ร้องไห้หนักไม่ต่างไปจากฉันเลย ไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไหร่ พอรู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว ฉันตื่นขึ้นมาก็ลืมตามองเพดานห้อง นี่มันไม่ใช่ห้องของเรานี่ เราอีกแล้ว พอเถอะ คำๆนี้มันไม่มีเหลืออยู่แล้ว
“แก มีสติหน่อยสิ อย่าทำแบบนี้” วารินทร์เองเตือนฉันก่อนออกไปทำงาน ทั้งที่วารินทร์พยายามโทรไปลาเขาแล้ว แต่มันปัจจุบันทันด่วนเกินไป คนไม่มีให้ทำงานแทน ฉันไม่อยากทำแบบนี้
“อืม ขอบใจนะแก” ฉันครางออกไป แล้วล้มตัวลงนอนที่เดิม ฉันหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย จนสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อมีคนมาเคาะประตู ฉันลุกไปเปิด ไม่มีแรงเหลือแล้ว
“พิมพ์ พี่ขอคุยด้วยหน่อยสิ” เขามาหาถึงที่นี่ ใช่สิ เพราะฉันมันไม่มีที่ไปนี่นะ ฉันปิดประตูใส่หน้าเขาทันที
“คุยกันให้รู้เรื่องก่อนนะพิมพ์ พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่แค่อยากลอง พิมพ์พี่ผิดไปแล้ว พิมพ์ยกโทษให้พี่นะ” เสียงเขาตะโกนผ่านประตูเข้ามา ยิ่งได้ยินยิ่งปวดใจ ยิ่งได้ยินยิ่งสะท้านไปทั้งหัวใจ
“พี่ไม่ได้เป็นแบบนั้นนะพิมพ์ พี่แค่อยากรู้ จริงๆนะพิมพ์ พี่รักพิมพ์มากนะ” เหมือนเขาร้องไห้ออกมา อยากลอง? ลองอะไรหรือ ลองรสนิยมทางเพศแบบใหม่น่ะเหรอ
“พี่เร กลับไปก่อนได้ไหม พิมพ์อยากอยู่คนเดียว” ฉันตะโกนตอบออกไป เพราะดูท่าเขาจะไม่ยอมง่ายๆ
“ไม่เอาพิมพ์ พี่ขอร้องล่ะ เรารักกันมากนะพิมพ์ อย่าให้เรื่องแค่นี่มันมาทำลายความรักของเราได้ไหม” ฉันเม้มปากแน่น เรื่องแค่นี้เหรอ?
“แล้วพี่ต้องการอะไร” ฉันเปิดประตูออกไป จ้องหน้าของเขาเขม็ง เขาผงะไปแต่พอมีสติเขาก็จะโผเข้ามากอดฉัน แต่ฉันจ้องเขาให้หยุดอยู่แค่นั้น
“พี่ต้องการพิมพ์คืน พี่ขอโทษ”
“พี่เร ตอนนี้พิมพ์ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถามว่าพิมพ์เสียใจไหม พี่ก็เห็น แล้วพี่ทำทำไม ทำไมเหรอพี่ พิมพ์ทำอะไรผิดไปเหรอ มีอะไรที่ผิดพลาดไปเหรอ พี่ถึงไปทำแบบนั้น”
“พี่แค่อยากลองพิมพ์ พี่ขอโทษ”
“กรี๊ดดด อยากลองเอาตูดเนี่ยเหรอ แล้วพี่คิดถึงพิมพ์บ้างไหม พิมพ์เป็นผู้หญิงนะ พี่คิดถึงพิมพ์ไหม พี่ชอบแบบนี้ พี่เข้ามายุ่งกับพิมพ์ทำไม ถ้าชอบผู้ชาย พี่มาจีบพิมพ์ทำไม ทำไม กรี๊ดด” ฉันเองก็สติหลุดไม่เหลือแล้ว ความในใจที่มันสะสมมานานระเบิดออก ฉันกรีดร้องใส่หน้าเขา เขาเองก็พยายามเข้าหาแต่ฉันไม่ให้แตะตัว
“ทำไมล่ะพิมพ์ พี่แค่อยากลอง พี่เป็นไบ ใครๆเขาก็เป็นกันทั้งนั้น พี่ผิดตรงไหน” สิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากเขา เขาก็เอ่ยมันออกมา ฉันเม้มปากแน่น
“แต่พี่รักพิมพ์คนเดียวนะ พี่ขาดพิมพ์ไม่ได้ พิมพ์ยกโทษให้พี่ไมได้เหรอ”
“ไบ พิมพ์ไม่รู้ว่าพี่เป็นอะไรกันแน่ แต่รู้ว่าสิ่งที่พี่เป็นมันเห็นแก่ตัว พี่คิดถึงพิมพ์บ้างไหม คิดถึงหัวใจพิมพ์บ้างไหม จะเอาอะไร จะชอบอะไรก็เอาสักอย่าง อย่าเห็นแก่ตัว พิมพ์รักพี่คนเดียว พิมพ์ไม่เคยมองใคร ไม่ว่าใคร แล้วทำไม ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้ พี่เร” เราจ้องหน้ากันอยู่นาน เขาเองก็ร้องไห้ ฉันเองก็สะอื้น อยากโผเข้าไปกอดเขาเหลือเกิน แต่ฉันก็ทำใจไม่ได้ ทำไมฉันถึงต้องทำให้มันเป็นแบบนี้ ทำไมเขาถึงต้องทำให้มันแย่ลงแบบนี้ ด้วยคำว่า รสนิยมทางเพศ ที่เขาปันมันไปให้กับคนอื่น ที่เป็นเพศเดียวกับเขา ฉันทำใจไม่ได้ ฉันรับไม่ได้ในตอนนี้
“พิมพ์ทำผิดอะไรเหรอพี่เร พี่อยากให้พิมพ์ทำอะไรให้ ทำไมไม่บอกพิมพ์”
“พิมพ์ พี่ขอโทษ พี่จะไม่ทำอีกแล้ว พี่บอกแล้ว พี่แค่อยากลอง”
“แล้วลองไปกี่ครั้งแล้วคะพี่เร ชอบมันไหม ทำไมเพื่อนพิมพ์เขาบอกว่าพี่ชอบมัน ฮือๆ ถ้าพี่ชอบแบบนั้นมากกว่า จะรั้งพิมพ์ไว้ทำไม พี่จะทำแบบนี้กับพิมพ์ทำไม พิมพ์ก็มีหัวใจนะพี่เร” ฉันสะอื้นหนัก ยิ่งพูดออกมายิ่งทิ่มแทงใจ ยิ่งพยายามรื้อฟื้นยิ่งเสียดเข้าไปถึงจิตวิญญาณ
“พี่ขอแก้ตัวได้ไหม ให้โอกาสพี่ได้ไหม นะพิมพ์ พี่รักพิมพ์มากนะ รู้ไหม”
“แล้วพี่เรรู้ไหมล่ะคะว่าพิมพ์ก็รักพี่เรมาก รักมากเหลือเกิน พี่เรคือคนที่พิมพ์วาดหวังว่าจะใช้ชีวิตร่วมด้วย ไปจนวันตาย พี่จะเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในชีวิตของพิมพ์” ฉันสะอึกน้ำตา พูดต่อไปไม่ไหว
“พี่ขอโทษพิมพ์ พี่ผิดไปแล้วจริงๆ ยกโทษให้พี่นะ พี่ขอร้องล่ะ”
“พี่ก็อยากให้ชีวิตกับพิมพ์คนเดียว ครอบครัวของเรา เราไงพิมพ์ จำได้ไหมที่เราเคยสัญญากันไว้” ถ้าฉันจะขอร้องบ้าง เธอจะรับฟังไหม ที่พูดมาทั้งหมดฉันพยายามทำตามคำพูดทุกอย่าง แล้วฉันผิดตรงไหนเหรอ ฉันทำอะไรผิด
“พิมพ์ขอเวลาสักพักได้ไหมพี่เร พิมพ์อยากคิดอะไรคนเดียว”
“พิมพ์ แล้วพิมพ์จะให้พี่ทำยังไง พิมพ์ถึงจะยอมยกโทษให้พี่ ไม่เอานะพิมพ์ พี่ไม่เลิกนะ อย่าเลิกกับพี่นะ”
“กลับไปก่อนเถอะค่ะพี่เร ถือว่าพิมพ์ขอร้อง” ฉันปิดประตูใส่หน้าเขาทันที แล้วครูดตัวลงกับประตูนั่งสะอื้นเป็นอีบ้าอยู่ในห้องคนเดียว ข้าวปลาก็ไม่ต้องกิน กินน้ำตาต่างข้าวไปแทน เจ็บปวดเกินจะบรรยาย ร้าวในใจเหมือนยิ่งสูดลมหายใจเอาเศษเหล็กเศษแก้วเข้าไปด้วย คำถามว่าทำไมๆๆๆ เพราะอะไร มันวนเวียนอยู่ในหัวจนแทบจะระเบิดออกมา
“แก” พอวารินทร์กลับมาก็รีบปรี่เข้าหา เพราะสภาพของฉันมันคงเหมือนคนใกล้หมดลมเสียเต็มทน ฉันเคยวิจารณ์คนที่อกหักรักคุดในทางไม่ดี ตอนนั้นฉันไม่เคยเชื่อเลยว่ามันจะทรงอิทธิพลได้มากมายเท่านี้ ถ้าหากเราครองสติอยู่ แต่ไหนล่ะสติ พยายามเท่าไหร่ในหัวก็มีแต่ชื่อเขา หน้าเขา เรื่องราวต่างๆที่เราเคยทำร่วมกันมา มันจะจบแล้วเหรอ เพียงแค่เหตุการณ์นั้นน่ะเหรอ ฉันใจแคบไปไหม ฉันควรให้โอกาสเขาไหม ฉันไม่รู้ ตอนนี้ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น
“แกไหวไหมพิมพ์ เข้มแข็งหน่อยนะแก ฉันเห็นแกแบบนี้ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไง โว้ย อะไรวะเนี่ย” วารินทร์เองก็คงหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย เพราะพิมพ์ลภัสที่เพื่อนๆรู้จักคงไม่ใช่แบบนี้
“ฉันควรทำยังไงดีแก ฉันควรจะทำยังไง ฉันอายคนเขา” เสียงครางออกมามันแหบพร่า
“แกคิดให้ดีนะพิมพ์ ไม่ว่าจะยังไง จะตัดสินใจยังไง แกไม่ผิดหรอก จะให้โอกาสเขาหรือไม่ให้ มันก็แล้วแต่แก แต่แกคิดดูให้ดีนะ นี่มันชีวิตทั้งชีวิตเลยนะแก คนมันเคยแล้ว แกคิดว่าเขาจะหันกลับไปลองอีกไหม ฉันไม่ได้ตั้งแง่กับเขานะ แต่ฉันไม่อยากได้ยินว่าแกสองคนต้องเลิกกัน เพราะเรื่องนี้อีก เพราะต่อไปข้างหน้า ถ้าแกมีลูกล่ะแก แกจะทำใจได้ไหม” วารินทร์เตือนฉันให้ได้คิดอีกครั้ง นั่นสินะ ถ้าต่อไปในภายภาคหน้า ถ้าหากว่าฉันมีลูกกับเขา ถ้าหากว่าเขาทำอีกล่ะ ฉันจะทำยังไง ตอนนั้นก็คงทำใจยอมรับได้ เพราะด้วยคำว่าลูก แต่ตอนนี้ ฉันแค่เสียตัวกับเสียใจ เขาคือคนที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน เขาเป็นคนที่ฉันใฝ่หามาทั้งชีวิต แต่ฉันคงลืมไปบางอย่าง ก็นี่มันชีวิตของฉัน เขาเป็นทุกอย่างของชีวิตก็จริง แต่เจ้าชีวิตมันคือฉัน ฉันเองต้องพา ต้องลากชีวิตนี้ให้มันเป็นไปในอย่างที่มันควรจะเป็น ตอนนี้ทางเดินในชีวิตมันขีดแบ่งออกเป็นสองทาง ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องราวแบบนี้มันจะมาเกิดขึ้นกับฉัน เส้นทางแยกที่ฉันกำลังยืนขาสั่นเลือกทางที่จะไปอยู่ ทางหนึ่งฉันพอจะเห็นว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ วัวเคยค้า ม้าเคยขี่ คนมันเคยๆอยู่นี่นะ ไม่ว่าจะยังไงฉันก็เป็นผู้หญิง ให้ฉันไปทำอย่างที่ผู้ชายที่เป็นเกย์เขาทำ ฉันก็คงทำไม่ได้ ถ้าเขาไม่พอใจ หรือยังไม่ประทับใจกับเรื่องนั้น ถ้าอย่างนั้น ฉันคงมีค่าคู่ควรกับคนที่เขาพอใจเพียงเท่านี้ ฉันคงต้องเลือกทางเดินของตัวเองแล้ว
“พิมพ์ แน่ใจเหรอ ลาพักร้อนก่อนดีไหม นะพี่ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ” หลังจากที่ร้องไห้ฟูมฟายไม่ไปทำงานมาสามวัน ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่ออฟฟิศของสายการบิน ในห้องฝ่ายบุคคล
“ขอโทษนะคะพี่ออม พิมพ์ อายคนเขาค่ะ” ฉันตอบออกไปเสียงเบา ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา
“พี่ไม่เซ็นให้นะพิมพ์ ทุกคนเขาเข้าใจพิมพ์ทั้งนั้น พี่ให้เราลาพักร้อนเดือนนึง หยุดไปเลยพิมพ์ เดี๋ยวพี่บอกนายให้ อย่าคิดมาก มันต้องมีทางออก พี่เสียดายคนอย่างพิมพ์ ขนาดพี่เป็นผู้หญิง พี่ยังรู้สึกเสียดาย ผู้ชายพรรค์นั้นน่ะพิมพ์ ให้เขาเวียนว่ายอยู่ในสิ่งที่เขาชอบเถอะ สวยอย่างพิมพ์ นิสัยดีอย่างพิมพ์หาไม่ได้ง่ายๆนะ” ฉันไม่ยินดีกับคำชมนี้ ถ้าสวยจริง นิสัยดีจริง ฉันจะมานั่งก้มหน้าอยู่แบบนี้ไหม เขายังจะอยากลองกับของแปลกอยู่ไหม ถ้าของฉันดีจริง ฉันเม้มปากแน่น ไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา ฉันรู้สึกเบื่อกับน้ำตา เอียนกับหัวใจตัวเองที่พอได้ยินได้ฟังอะไรมาหน่อยก็เสียดก็ปวดขึ้นมา
“พิมพ์ แก” พอเดินออกมาจากห้องฝ่ายบุคคล บีมก็มายืนดักรอที่หน้าห้อง สีหน้าของเขาดูซีดเซียวเช่นกัน ฉันตกใจอยู่ไม่น้อย เข้าหน้าไม่ติด ฉันอาย
“ฉันขอโทษนะแก ฉันไม่รู้จริงๆว่าเขา เอ่อ” บีมร้องไห้ออกมา ปรี่เข้ามาบีบมือฉัน ฉันเองถอยออกมาก้าวหนึ่ง ไม่ไว้ใจอีกต่อไปแล้ว
“บีมไม่ผิดหรอก เพราะบีมก็เป็นแบบนี้ของบีมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาเองก็ไม่ผิด เพราะมันเป็นรสนิยมทางเพศของเขา ถ้าจะผิด มันผิดที่พิมพ์เองล่ะ ที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ทางเลือกของพิมพ์มันก็เลยไม่เยอะ ถ้าหากพิมพ์เป็นผู้ชาย พิมพ์อาจจะเป็นไบเหมือนเขาก็ได้ ทางเลือกเยอะดี หญิงก็ได้ ชายก็ดี” ฉันพูดออกไปน้ำเสียงเรียบ มองหน้าบีมเหมือนว่าเขาเป็นผนังกั้นห้อง ไม่ได้โกรธเกลียดเขา แค่ไม่ไว้ใจอีกต่อไป
“พิมพ์ ฉันขอโทษๆ แกอย่าทำแบบนี้เลยนะ ได้โปรดล่ะ อย่าให้ชีวิตครอบครัวแกมาพังเพราะฉันเลยนะ”
“บีม พอได้แล้ว ไม่พอใจอีกเหรอ นี่พิมพ์เขามาลาออกนะ” เสียงพี่ออมดังก้องออกมา ฉันเดินหนีไปทันที ไม่อยากอยู่ฟัง ไม่มีกะใจจะมายืนให้ใคร เอ่ยคำว่าเห็นใจ สงสาร ฉันสมเพชตัวเองเหลือเกิน
“พิมพ์” เสียงกรีดร้องของบีมดังลั่น แต่ฉันเองก็รีบออกมาไม่ได้หันกลับไปมอง เขาไม่ผิดหรอกนะ ก็อย่างที่ฉันพูด ไม่มีใครผิดหรอก ประเด็นมันอยู่ที่ใครจะทำใจยอมรับได้ไหมก็เท่านั้นเอง ซึ่งตัวปัญหาหลักก็คือฉัน ซึ่งกำลังทำใจยอมรับมันให้ได้อยู่ในตอนนี้ ฉันลากร่างที่ไร้วิญญาณออกจากออฟฟิศ ในใจคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยมากมาย เมื่อคิดก็อดไม่ได้ที่จะมีน้ำตา แม้แต่เดินถนน นี่ฉันเป็นบ้าไปแล้วหรือ
“พัทยา สัตหีบ ไปไหนน้อง” เสียงคนรถตู้ร้องเรียก ฉันเดินเหม่ออยู่ริมถนนสุขุมวิท ไม่รับรู้ ไม่สนใจ แต่ฉันก็รู้สึกตัวอีกทีเมื่อตอนถึงสัตหีบ ฉันลงรถมาแล้วยืนหัวเราะให้กับความไร้สติของตัวเอง
“ไปไหนครับน้อง” นี่ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี เขามารถลวงฉันไปไหนต่อไหนได้สบายเลยนะ แต่คนที่ถามคือลุงแก่ๆคนหนึ่ง ฉันไม่ได้ไว้ใจเขาหรอก แต่ฉันก็ไม่มีใครให้ไว้ใจแล้วในตอนนี้ แม้แต่ตัวฉันเอง ที่ความคิดมันแตกแขนงจนแยกแยะไม่ออกว่า ควรเดินหรือทำตามความคิดไหนดี
“ไปทะเลค่ะลุง พาไป ทะเลหน่อยได้ไหม” ลุงมองหน้าฉันแล้วทำหน้าแปลกๆ เหมือนคนตกใจอะไรสักอย่าง นี่ฉันร้องไห้ออกมาอีกแล้วเหรอ
“หนู อย่าคิดสั้นนะ” พอลุงส่งฉันที่หาดที่มีแต่โขดหิน มีประภาคารตรงสุดทางหินนั้นด้วย ลุงก็บอกด้วยความห่วงใย ฉันหัวเราะให้กับตัวเอง นี่ฉันดูเหมือนคนคิดสั้นมากขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันเดินไปเรื่อยๆ พอหันกลับก็เห็นลุงยืนอยู่ ฉันเลยวิ่งกลับมาหาลุง
“ลุงคะ ที่นี่มีร้านเบียร์ไหม ลุงพาหนูไปซื้อได้ไหมคะ”
“เอ่อ จะดีเหรอหนู บ่ายออกขนาดนี้นะ” “นะคะลุง หนูขอร้อ ฮึก” ฉันพูดไม่จบแต่ก็สะอึกน้ำตาออกมา ทำไม คำว่าขอร้องมันออกมาเยอะจริงๆ ฉันไม่อยากให้ใครมาสงสารฉัน พอได้ไหม พอแล้ว
“ได้ๆ ไม่ต้องร้องไห้หรอกหนู ลุงพาไป” ฉันขึ้นนั่งบนรถสามล้อ ร้องไห้ออกมา ทุเรศตัวเองเหลือเกิน ลุงพาฉันกลับมาที่เดิมพร้อมกับเบียร์หกขวด ฉันไม่เคยกินมันมาก่อนเลยในชีวิต เคยกินแต่ไวน์แดงราคาถูกในร้านสะดวกซื้อเมื่อตอนงานวันเกิดของอร
“ขอบคุณมากนะคะลุง” ฉันให้เงินค่าเหนื่อยกับลุงไปพร้อมทั้งยกมือไหว้แก ฉันนั่งลงกับโขดหิน เสียงคลื่นทะเลซัดเข้ากับฝั่งดังอย่างสม่ำเสมอ ฉันยกขวดเบียร์ขึ้นกระดกลงคอ รสชาติมันแย่มากแต่ฉันก็ดื่ม น้ำตาที่หลั่งไหลออกมามากมายเหลือเกิน เพราะตอนนี้กำลังตัดสินใจ สิ่งที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา ๕ ปี มีอะไรที่น่าจะตำหนิไหม ไม่มีเลย เขาเป็นคนสม่ำเสมอ เขาทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่ปิดกั้นตัวเองจากใครๆ ได้รู้จักคำว่ารัก เขาเติมเต็มจนหัวใจมันพองโต แล้วก็มีคำว่า “เรา” นับจากนั้น ก็มีแต่เรา มีอนาคตร่วมกัน เราสร้างทุกสิ่งเพื่อเรา บ้าน รถ อนาคตของลูกๆ ครอบครัวของเรา ให้ตายเถอะ ฉันจุกจนคิดอะไรต่อไม่ได้ ก้มหน้าลงสะอื้น แล้วนี่มันความผิดหนักหนาสาหัสอะไร ทำไมฉันถึงจะต้องเลือกทางเดิน ทำไมฉันจะต้องลำบากใจถึงขนาดนี้ แค่เขามีรสนิยมทางเพศแบบนั้น แค่เหรอ พูดแบบนั้นได้ยังไง นั่นมันจะเป็นชีวิตทั้งชีวิตของฉันเลยนะ ถ้าหากเขาชอบแบบนั้น แล้วฉันมันจะมีค่าอะไร ต่อให้ฉันสวยแค่ไหน ดีแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่ในสิ่งที่เขาชอบ ถึงเขาจะบอกว่าเขาได้ทั้งสองอย่าง ทำไม ทำไม ทำไมเขามีทางเลือก อยู่กับฉันไม่พอใจก็ไปหาเขาคนอื่นเหรอ แล้วฉันล่ะ ฉันมีหน้าที่ต้องนั่งรอเขาเหรอ แล้วถ้ามีลูกล่ะ ฉันจะบอกลูกว่ายังไง จะบอกลูกว่าพ่อมีเมียน้อยนะลูก เมียน้อยที่เป็นผู้ชายน่ะเหรอ แต่ไม่ว่ายังไง ฉันขอตัดสินใจ ให้อภัยเขา ฉันไม่ยอมให้เราต้องจบลงกับสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้
“พี่เร พิมพ์ตัดสินใจได้แล้ว” ฉันรีบกลับไปที่ห้องทันทีเมื่อคิดได้
“พิมพ์” เขาปรี่เข้ามากอดฉันไว้
“พิมพ์ยกโทษให้พี่เรทุกอย่าง ที่ผ่านมาพี่เรมีค่ากับพิมพ์มาก”
“พิมพ์ พี่รักพิมพ์นะ พี่ดีใจที่สุดเลย พี่จะไม่ทำแบบนั้นอีก”
“ทำได้ค่ะ พิมพ์ไม่ว่า เพราะพิมพ์ยกโทษให้แล้ว พิมพ์เข้าใจพี่เรนะคะ รสนิยมความชอบ มันเปลี่ยนกันไม่ใช่ง่ายๆ พิมพ์เข้าใจค่ะ พี่เรอย่าฝืนเลย”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะพิมพ์ พี่เป็นไบ พี่ชอบผู้หญิงมากกว่า พี่อยากมีครอบครัวกับพิมพ์นะ พี่จะไม่ทำอย่างนั้นอีก พี่สัญญา” “ไม่เป็นไรค่ะ พิมพ์ไม่ว่า พิมพ์รับได้จริงๆนะคะพี่เร เพราะต่อจากนี้ พิมพ์กับพี่เรจะไม่ใช่แฟนกันอีกต่อไป พิมพ์รับได้ในฐานะน้องสาวค่ะ ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่พี่เรมีให้พิมพ์มาเสมอ ขอบคุณมากนะคะที่ทำให้พิมพ์รู้จักคำว่ารัก และอนาคต วันนี้พิมพ์มาเก็บของค่ะ เรายังเป็นพี่น้องกันอยู่นะคะพี่เร”
“พิมพ์ ไม่นะ” เขาร้องออกมาหน้าซีด ฉันควรจะทำยังไงล่ะ นอกจากปัดเขาออกจากตัวไปแล้วรีบเก็บของ ฉันคิดว่าฉันสวย ฉันมั่นใจใครๆก็บอก ก็ให้มันรู้ไปสิ ว่าคนอย่างฉันมันจะไม่มีผู้ชายแท้ๆมาเอา

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

My Sweetheart Valentine A89*

พอเข้าช่วงสามสัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียน ทางชมรมต่างๆก็ต่างจัดกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นไปเข้าค่ายสำหรับชมรมที่ต้องออกนอกสถานที่ แต่บางชมรมก็รับน้องปกติ เลี้ยงสังสรรค์กันไม่ได้ออกไปไหน

“ชมรมดูดาวของเราจะไปเข้าค่ายที่ปราจีนนะครับน้องๆ สามวันสองคืน ไปวันศุกร์นี้”

หัวหน้าชมรมประกาศตอนเลิกเรียนที่มีการเรียกตัวน้องๆเข้ามาร่วมรับฟัง

“ทำไมปราจีนอ่ะพี่”

“เขาใหญ่ไงน้อง พี่รู้จักเจ้าของที่พักตรงนั้นพอดี”

“สวยนะน้อง พี่ไปมาแล้ว”

“อ่า สวยจริงเหรอ น่าไปๆ”

เสียงน้องๆในชมรมคุยกันอื้ออึง ต่างก็ออกความเห็นกันไปต่างๆนานา

“น้องลุฟท์ เตรียมตัวให้พร้อมนะครับ ดาวนี่โน่นสวยมากนะ”

“ครับพี่บอล”

หัวหน้าชมรมดาราศาสตร์ดันมีชื่อเหมือนกันกับคู่แข่งเจ้าโฟคแต่หมอนี่ตัวเล็กกว่า หน้าตาเด็กเรียนจัด แต่ตอนนี้สายตามันพราวๆอย่างประหลาด จ้องมองลุฟท์ไม่วางตา มองเหมือนเด็กมองเห็นของเล่นชิ้นสวยถูกใจ

“พี่อยากไปดูดาวกับเรานะลุฟท์”

“ทำไมอ่ะครับพี่ เพื่อนๆไปกันตั้งหลายคน”

หน้าตามันนี่ซื่อเสียจนคนพยายามถอนหายใจ

“อ้อพี่อยากดูกับลุฟท์เป็นพิเศษไงครับ คนพิเศษน่ะ”

“อ่า คนพิเศษ จริงด้วย”

คิดอะไรได้ขึ้นมาแล้วก็เดินหนีไป รุ่นพี่ยืนงงใหญ่ พอทางชมรมปล่อยแถวก็รีบเดินไปหาคนพิเศษที่มันเข้าใจที่ชมรมแบดฯ

“พี่ๆ”

“อ้าว ตัวเล็ก เลิกชมรมแล้วเหรอ รอแป๊บนะ พี่ยังไม่เสร็จ”

เดินเข้าไปยืนแอบๆอยู่ไม่ไกล พอสบโอกาสก็กวักมือเรียกโฟค

“ครับพี่”

“เอ๋ มารอหมีดำหราลูลุฟท์ตุ๊บป่อง อิอิ”

“อ่าพี่ญี่ปุ่น”

“รู้น้า มาจีบหมีดำหรา อิอิ”

ล้อเลียนน้องมันอีก เดินรอบๆตัวด้วยนะเออ เอากับมัน

“บ้าเหรอพี่ญี่ปุ่น ผมไม่ได้จีบพี่เค้านะ พี่เค้า เอ่อ”

“อิอิ มะต้องอายเนะ มานี่ดิ จะพาไปดูหมีดำอาบน้ำ หมีดำน้องชายหย๊ายหย่าย อิอิ”

หัวเราะชอบใจ ดึงแขนไปเลย เพื่อนๆเขาซ้อมกันหน้าดำหน้าแดง ไอ้นี่อู้ตลอดศก

“บอยๆ กลับเนะ ไปอาบน้ำกัน”

“บ้าเหรอปุ่น พี่เขายังไม่ปล่อยเลยอ่ะ”

“เอ๋ทำมายอ่า เราอยากเลิกเนะ หมีดำๆ แฟนมารออ่า เลิกซ้อมได้หมายอ่า”

ดูมันลากแขนลุฟท์ไปยืนใกล้ๆ ให้ตายเถอะ ออร่าสองคนบวกกันทำให้โรงยิมที่เปิดไฟส้มๆสว่างจ้าขึ้นมาทันที ออกแนวเวอร์

“เอ่อ มึงอยากเลิกแล้วเหรอ”

ยิ้มหวานเชียวนะตาหมีดำ

“เลิกเนะ เค้าเหนื่อย”

“เออๆ ไปๆ วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้ซ้อมต่อ อย่าลืมนะเว้ยพวกมึง วันเสาร์นี้กินเลี้ยงกัน ร้านหมูทะ”

“เยๆๆ”

เสียงโห่ร้องดังขึ้นอื้ออึงด้วยความดีใจ น้องๆต่างพากันไปเข้าห่องเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำอาบท่ากันตามปกติ แต่เจ้าตัวยุ่งยังคงสนุกสนานกับการลากแขนลุฟท์ไปนั่นไปนี่อยู่

“ตรงนี้หมีดำชอบมานั่งเนะลูลุฟท์ อิอิ นั่งเนะนั่ง”

อ้าวนะ ดันตัวให้เจ้าลุฟท์นั่งทันที

“แต่พี่มะชอบเนะ เหม็น อิอิ มาดูล็อกเกอร์หมีดำไหม ร๊กรกเนะ”

“อ้าวเฮ้ย ไอ้เปี๊ยก มึงจะทำไรวะ”

โฟคพอได้ยินก็ร้องเสียงหลงหน้าแดงหน้าดำอยู่เพราะอาย

“เอ๋ หน้าแดงอ่า หมีดำอายหรา ก็ล็อกเกอร์รกจริงๆเนะ”

“บ้า ของมึงดิรก ของกูไม่รกซะหน่อย ตัวเล็กไปรอพี่ข้างนอกไป เดี๋ยวพี่อาบน้ำเสร็จแล้วไปหา”

“อ่า ทำมายอ่า เค้าอยากให้น้องลูลุฟท์เดินเที่ยวเนะ”

“มาเที่ยวบ้าอะไรในโรงยิมวะ”

“เอ๋เที่ยวเล่นเนะ ไปกันเถอะลูลุฟท์ ลูลุฟท์อาบน้ำอ่ะยังอ่า แหวะเหม็นๆเนะ”

ทำจมูกฟุดฟิดรอบๆตัว

“อ่า ผมไม่มีเหงื่อน้า วันนี้ไม่ได้วิ่งไปไหนเลยอ่ะพี่ญี่ปุ่น”

“ไม่วิ่งก็เหม็นเนะ ไปอาบน้ำกัน อิอิ”

“เอ้ย ไอ้หญ้าแห้งมึงจะชวนน้องเขาไปอาบน้ำจริงเหรอ”

เอกร้องขึ้นทำตาวาวเชียว แหมนะพอเห็นน้องหน้าใสๆหน่อยล่ะก็นะ

“เอก ไปอาบน้ำเลยนะ”

บอยแหวเสียงขึ้น

“อ่า ไอ้หญ้าแห้งมึงไม่อาบน้ำด้วยกันเหรอวันนี้อ่ะ”

“มะเอาอ่ะ เบื่อหนอนน้อยปลาดุก อิอิ”

“แว้กก ไอ้บ้า ใครหนอนน้อย กูหนอนใหญ่เว้ย”

“ใหญ่จริงหรา อิอิ ป่ะลูลุฟท์ไปอาบน้ำ”

“อ่า ไม่เอาอ่า ผมอาย”

“มะต้องอายเนะ พี่ยังมะอาย อิอิ”

“นั่นมันมึนี่ไอ้หญ้าแห้ง”

“แอ่ะ มะสนจายเนะ ไปไหมอ่า”

“ไม่เอาอ่าพี่ญี่ปุ่น ผมอาย”

ก้มหน้าก้มตา หน้าแดงก่ำ

“ปุ่นอย่าไปบังคับน้องมันดิ ไปๆเราไปอาบน้ำ น้องลุฟท์รอตรงนี้ล่ะ”

“ครับพี่”

บอยบอกแล้วลากแขนญี่ปุ่นให้เดินตามเข้าไป

“รอพี่แป๊บนะตัวเล็ก พี่เก็บของก่อน”

โฟคเองก็ง่วนอยุ่กับการช่วยเพื่อนๆเก็บของ แต่ก็คอยสอส่องสายตามองตลอดเวลา แอบอมยิ้มเมื่อเห็นเจ้าตัวแสบคอยลากคอยดึงแขนคนซื่อไปนั่นไปนี่

“อ่า สดชื่นเนะ”

“ไปกินข้าวกันไหมอ่ะปุ่น อยากกินเตี๋ยวน้ำตก”

“อ่า พ่อหมีขาวจามารับอ่ะเนะ”

“เว้ย อารมณ์เสีย แม่หมูอย่าไปชวนมัน แหมนะพอมีผัวนี่ลืมเพื่อนนะมึง”

“แอ่ะ มะลืมเนะ แต่จำไม่ค่อยได้ อิอิ”

“ไอ้นี่ กวนนะมึง”

“เดี๋ยวเราบอกพ่อหมีขาวพาไปเลี้ยงดีไหมอ่าบอย”

“ดีๆ ไม่เจอพี่เฟียตตั้งนาน อยากเจอ”

“แน่ะ”

เอกทำตาเขียวใส่ บอยก็เชิดหน้าหนีทำเป็นไม่สนใจ

“ได้เนะ เดี๋ยวรอพ่อหมีขาวโทรฯหาก่อนเนะ ตอนนี้ อิอิ”

หันไปทางลุฟท์ฉายแววตาน่ากลัวขึ้นมา

“ลูลุฟท์ๆ ไปดูนี่ไหมอ่ะ”

“ดูไรเหรอครับพี่ญี่ปุ่น”

“ตามมาๆ”

ลากแขนไปอีกเช่นเคย เจ้าลุฟท์ก็เดินตามอย่างว่าง่าย

“ไปไหนอ่ะพี่”

“ไปห้องน้ำเนะ”

“ไม่ปวดฉี่อ่ะ”

“ไม่ได้ให้ไปฉี่เนะ ไปดูหมีดำน้อย อิอิ”

“อะไรอ่ะพี่ญี่ปุ่น หมีดำน้อย”

“อิอิ มะบอก”

ยิ่งทำหน้างงไปใหญ่ แต่ก็เดินตามนะ

“อิอิ หมีดำกะลังอาบน้ำพอดีอ่ะ”

“อ่า มาดูพี่เขาอาบน้ำเหรอพี่ญี่ปุ่น”

“เนะ อยากดูหมีดำน้อยไหมอ่ะ”

“ไม่อ่ะพี่ มีเหมือนๆกันอ่ะ”

“ไม่เหมือนน้า หมีดำน้อยหย่ายๆ อิอิ”

“อ่า ไม่เปอาอ่า ผมอาย”

“ไม่อายเนะ พี่ยังไมะอาย”

วะ ดูมันเดินดุ่มๆไปใกล้ๆห้องอาบน้ำ

“มาเร็วๆ อิอิ เห็นหมีดำน้อยแล้ว”

กระวิบนะนั่น เจ้าลุฟท์ทำหน้าเอ๋อ อายก็อายยืนนิ่งอยู่

“มาเนะมา”

เข้าไปลากแขนมา

“อ่า พี่ญี่ปุ่นอ่ะ ไม่อยากดูอ่ะ ผมอาย”

“เอ๋ นั่นๆ หวัดดีหมีดำน้อยหน่อยเนะ”

มันเอามือเปิดผ้ากั้นน้ำออกน้อยๆ แล้วโผล่หน้าเข้าไป ไอ้คนบอกว่าอายก็ยอมดผล่หน้าเข้าไปด้วยนะ

“อ่า ดำจริงๆด้วย”

“แว้กกก พวกมึงทำไรกันวะ”

คนอาบน้ำหันมาเจอเข้าพอดี หน้าสองหน้าที่โผล่อยู่ข้างๆห้องน้ำทำตาปริบๆอยู่ กุมไว้แทบไม่ทัน แต่จะกุมทำไมเนอะ เห็นหมดแล้ว

“อิอิ ทำไมหมีดำน้อยมะตื่นอ่ะ หมีดำ”

ยังมีหน้าไปถามเขาอีกนะ ไม่ยอมหลบส่วนเจ้าลุฟท์หลบไปนานแล้ว

“ออกไป ไอ้บ้า”

“อิอิ อายหรา ทำไมอายเนะ เค้ายังไม่เห็นอาย”

“นั่นมันมึง ตายๆ เห็นของกูหมดแล้ว”

“อิอิ ไปดีกว่าเนะ ไม่หนุกเลยอ่า”

เดินหนีไปเลย ปล่อยให้โฟคยืนกุมเป้าหน้าแดงหน้าดำอยู่คนเดียว

“ลูลุฟท์ ไปกินหนมกัน”

ยืนสั่นอยู่ ไม่เคยด้วย อายด้วย ใจเต้นตึกตักหน้าแดงก่ำ

“แม่หมี เลิกซ้อมยังพ่อหมีถึงแล้วนะ”

พอเดินออกพ้นห้องอาบน้ำเฟียตก็โทรฯหา

“พ่อหมีขาวถึงแล้วหรา บอยอยากกินเตี๋ยวเนะ พ่อหมีขาวพาไปกินหน่อยเนะ”

“อยากกินเหรอ ได้ดิ”

“อิอิ น่าร้าก เดี๋ยวเค้าออกไปหาน้า”

เดินไปเลยไม่สนใจน้อง ลุฟท์มันยืนสั่นอยู่กับที่

“เอ๋ ลืมลูลุฟท์เนะ ลูลุฟท์ๆ พี่ไปก่อนน้า”

จะเดินมาบอกเพื่อ เหอๆ

“ตัวเล็ก”

“อ๊ะ”

สะดุ้งตกใจ หันมาหน้าก็แดงก่ำ

“เห็นไรป่ะ”

คนถามก็อายนะแต่อยากรู้

“ปะ เปล่า มะ ไม่เห็น”

“อืม ทำไมไอ้เปี๊ยกมันทำแบบนี้นะ”

ก้มหน้าลงต่ำเลยครับท่านเจ้าลุฟท์อายจัด

“ตัวเล็ก หิวข้าวไหม”

“ดำ เอ้ย ใหญ่ เอ้ย หิว”

โฟคหน้าเหวอไปเมื่อได้ยิน

“ไหนบอกไม่เห็นไรไง เห็นของพี่เหรอเรา”

“อ่า ไม่เห็น ไม่เห็นอ่ะ”

“ไม่เห็นแล้วทำไมหน้าแดง”

“อ่า”

ใจเต้นแรงเลย โฟคเดินเข้าประชิดตัวจับแขนไว้หลวมๆ

“เห็นของพี่แล้ว ต้องรับผิดชอบด้วยนะ”

“อ่า รับผิดชอบไงอ่ะ ไม่เห็นซะหน่อย ดูนิดเดียวเอง”

“อ่ะ ของพี่สีไร”

“สีดำอ่ะ”

“นั่น ไหนบอกดูนิดเดียว เห็นหมดเลยสิท่า ไม่รู้ล่ะ รับผิดชอบพี่ด้วย”

“อ่า ยังไงอ่ะพี่”

“หนึ่ง เรียกพี่อย่างที่เคยเรียก”

“ไรอ่ะ”

“อ้าว ลืมแล้วเหรอ ตัวใหญ่ไง”

“อ้อ ตัวใหญ่”

“ดีมาก แล้วก็ต้องมารอพี่ทุกวัน”

“อ่า ทำไมต้องรออ่ะ”

“อ้าวเป็นแฟนกันก็ต้องรอกันดิวะ”

“อ้อๆ เออพี่ เอ้ย ตัวใหญ่ ผมจะไปดูดาวนะวันศุกร์นี้อ่ะ สามวันสองคืน”

“หือ ที่ไหน”

“ไปกับชมรมอ่ะ”

ทำท่าคิดหนักเลยทีนี้

“อืม ชมรมเขาจะไปเหรอ ใครไปบ้าง”

“ก็ทั้งหมดอ่ะ เขาบอกต้องไป”

“อืม ไอ้บอลเป็นหัวหน้าชมรมใช่ไหม”

“ใช่ๆ ต้องเตรียมตัวด้วยอ่ะ ไปค้างเผื่อหนาว”

“แล้วจะไปอยู่ยังไงวะ”

“ไม่รู้อ่า เขาบอกเขารู้จักเจ้าของที่พักที่โน่น ดาวสวยด้วย”

“อืมๆ”

โฟคครุ่นคิดหนักกว่าเดิม พลันก็ฉายแววตาออกมา ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ปล่อยไปกับเสือกับจรเข้แบบนั้นไม่ได้ แล้วดันหลังให้ลุฟท์เดินนำหน้า มือก็แตะบ่าสะพายเป้เดินออกจากห้องน้ำ

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

อยู่ไหน?

อยู่ไหนเหรอเวลาที่ใจฉันปวดร้าว
ปล่อยให้ผ่านเรื่องราวเลวร้ายเพียงลำพัง
เธออยู่ไหนวันที่ใจฉันไร้พลัง เธอเป็นความหวังที่เลือนรางลงทุกที
อยู่ไหนหรือคำว่ารักสุดหัวใจ แค่ห่วงใยห่วงหาเพียงเท่านี้
เธอก็ปล่อยฉันไปไม่ใยดี แล้ววันนี้ฉันเองที่แข็งแรง
ได้เพียงมองแสงสะท้อนผ่านตัวเธอ
ไม่ละเมอเพ้อหาในวันนี้ ในเมื่อฉันก้าวเดินในทางที่ดี
มาวันนี้ฉันคงไม่ต้องการ ไม่ว่ามือหรือใจที่เธอให้ เก็บคืนไปเสียเถิดฉันไม่ต้องการ
ไม่ต้องร้องเรียกหาเรื่องวันวาน ที่มันผ่านพ้นไปฉันไม่จำ
จะไม่ทวงไม่ถามเธออีกแล้ว ที่แล้วๆก็ให้ผ่านไม่ถือสา
วันที่ฉันร้องไห้เสียน้ำตา วันที่ใจฉันโรยรายไร้แรงไป
เคยมองหาเงาของเธอหวังพักพิง คอยถวิลโหยหาความจริงใจ
ที่เธอมอบกลับมาคือความเจ็บช้ำใจ ฉันถือไว้เพียงแค่ลมในมือ
พอเพียงแล้ววันนี้เราสิ้นขาด ฉันไม่ได้วาดหวังไว้ในภายหน้า
ว่ามีเธอมีฉันเคียงคู่ทุกเพลา แต่จะมีเพียงฉันแค่คนเดียว
ตอแต่นี้จากกันอย่าได้พบ ขอให้จบให้ขาดเพียงเท่านี้
พอแล้วพอขอให้หยุดพอเสียที ต่อจากนี้เราสองคน “ไม่เคยรู้จักกัน”

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

D56

“ตกลงมันจะพาอีนั่นไปไหนเนี่ยแก ทำไมมาแถวนี้”

อีพัทมันถามขึ้นครับ เราตามมาจนถึงถนนพัฒนาการ มันเลี้ยวรถเข้าเต็นท์ขายรถละแวกนั้นล่ะครับ

“มันจอดทำไมวะแก หรือว่านี่คือบ้านอีหนิง”

“ดูไปก่อนแก น่าจะใช่”

“ไอ้นั่นมันพาอีหนิงกลับบ้านมาทำไมเนี่ย แบบนี้ก็ไม่ได้ตบมันน่ะสิ”

“เออน่า ไม่ตบแต่มีอะไรที่น่าจะสะใจกว่านะแก”

“ทำอะไรก็ทำเถอะ ชั้นเริ่มไม่ไหวแล้วนะ”

ผมจ้องมองพฤติกรรมของทั้งคู่ล่ะครับ ไม่ดึกมากนะแต่เต็นท์รถมันปิดไปแล้ว มีเพียงยามที่เขาจ้างมาเฝ้า อีหนิงก็ลงจากรถไปแล้วเหมือนไปพูดกับยามท่าทางมันเหมือนกลัวไอ้ปอนด์อยู่มากทีเดียว ส่วนผมกับเพื่อนก็จอดรถดูลาดเลาอยู่ตรงใกล้ๆเต็นท์รถนั่นล่ะครับ

“รีบๆทำสิแก เร็วๆ”

เสียงอีหนิงแว่วมาครับ ผมเดินลงจากรถไปแล้ว รอดูว่ามันจะทำอย่างที่ผมแนะนำไปหรือเปล่า

“มึงช่วยกูเลยอีหนิง เอาน้ำมันไปราดให้ทั่ว”

“ปอนด์จะทำอย่างนี้จริงๆเหรอ”

เสียงสั่นเชียวนะอีชะนี แหมทีเรียกผัวเก่านี่เสียงอ่อนเสียงหวาน อารมณ์เสีย ผมค่อยๆย่องเข้าไปให้ใกล้ที่สุดล่ะครับพอได้ที่เหมาะๆก็หลบอยู่ฟังมันคุยกัน

“ทำตามที่กูบอก มึงอย่าคิดหนีนะ ไม่งั้นกูเอามึงตายแน่”

“เงินปอนด์ก็เอาไปหมดแล้วนะ จะมาเอาอะไรอีก ฮือๆ”

เหมือนมันสะอื้นล่ะครับ แต่พูดคุยกันเสียงไม่ดังมากนัก คงเพราะกลัวว่าใครจะมาได้ยินเอา

“เงินแค่นั้นมันจะพออะไร ได้ข่าวมึงซื้อรถให้คนใหม่เหรอ”

“อ๊ะ ใครบอก ไม่มี”

“อีตอแหล เพียะ นี่แน่ะ”

“โอ๊ย ปอนด์ตบหนิงทำไม หนิงไม่ได้โกหกนะ”

“ไม่ต้องมาโกหก กูไม่ใช่ควายนะอีหนิง มึงหนีกูมาแล้วไปออกรถเบนซ์สปร์อตให้ผัวใหม่มึงใช่ไหม อีร่าน”

ไอ้ปอนด์มันจิกหัวนังหนิงลากถูไปครับ แอบสะใจเล็กน้อย

“หนิงไม่ได้ โอ๊ย”

ยังไม่ทันได้อ้าปากก็โดนไอ้ปอนด์มันตบเอาอีก อีหนิงแลดูน่าสงสารนะ หึหึ

“ช่วยกูราดน้ำมัน เดี๋ยวนี้”

เสียงสั่งเข้มๆสั่งกึ่งขู่ เราสามคนก็ยังเป็นอีแอบซ่อนตัวอยู่ล่ะครับ ก่อนหน้านั้นตอนก่อนที่จะมาที่นี่

“ตกลงมึงจะให้กูทำไร”

ตอนที่ผมคุยโทรศัพท์อยู่กับมันนั่นล่ะครับ

“มึงอยากได้เงินล้านไม่ใช่เหรอ กูรู้มาว่าพ่ออีหนิงมีเต็นท์รถอยู่”

“แล้วไง ไม่เกี่ยวกับกูนี่”

“แล้วมึงรู้ไหมล่ะว่าเขาทำประกันภัยไว้ด้วยน่ะ ชื่ออีหนิงเป็นผู้รับผลประโยชน์”

ไม่รู้หรอกครับ แถไป ไม่เคยรู้ด้วยว่าพ่อแม่มันจะทำประกันภัยเอาไว้

“แล้วไง”

ควายอีกแล้ว เบื่อที่สุดเลยพวกที่ต้องให้บอกทุกสิ่งอย่างเนี่ย น่ารำคาญคิดเองบ้างอะไรบ้าง หน้าตาก็ดูไม่น่าโง่ แต่แหมนะ พูดออกมาแต่ละคำ เรียมเหลือทนจริงๆ

“มึงก็คิดเองสิว่าจะทำยังไงให้ได้เงินประกัน”

มันเงียบไปครู่หนึ่งล่ะครับ ผมก็อดใจรอฟังมัน ดูซิมันจะมีสมองคิดอะไรดีๆไหม

“ให้คนไปทำลายเต็นท์รถมันน่ะเหรอ”

“ทำลายยังไงมันถึงจะได้ประกันล่ะ คิดให้ดีนะ”

“เผาเลยเหรอ”

“ก็แล้วแต่มึงจะหาวิธี แต่ก็นั่นล่ะยิ่งทำเร็วมึงก็ยิ่งจะได้เงินประกันเร็ว อีหนิงมันหนีมึงไปไหนไม่รอดหรอกนะ”

ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วจึงวางสาย คุยกับมันอีกนิดหน่อยล่ะครับ ท่าทางมัน น้ำเสียงมันไม่ได้ลังเลอะไรเลยนะ เสียงนิ่งๆถามเพราะมันไม่รู้จริงๆแต่ไม่ได้มีน้ำเสียงของคนที่ประหม่าอยู่เลย ทำแบบนั้นล่ะที่ชั้นต้องการ

“มึงทำให้เร็วๆหน่อยได้ไหม”

ไอ้ปอนด์มันลากอีหนิงให้ตามมันไปล่ะครับ มันเตรียมน้ำมันมาสองแกลลอนให้อีหนิงถือหนึ่งแกลลอนส่วนไอ้ปอนด์ก็ถืออีกหนึ่ง

“หนิงไม่อยากทำ หนิงกลัว”

“มึงจะกลัวห่าอะไร นี่มันจะเป็นอุบัติเหตุ ประกันเขาไม่รู้หรอก มึงจะทำหรือไม่ทำ”

“ไม่ ว้าย อย่า”

มันโดนฝ่ามือฟาดหน้าอีกแล้วหน้าหันไปเลย

“กูไม่รู้ กูไม่สน แต่มึงต้องหาเงินมาให้กู มึงทำได้ไหมล่ะ”

“หนิง หนิงไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหนนะปอนด์ เงินเยอะขนาดนั้น”

“กูไม่สน ก็นี่ไงทำแล้วจะได้ประกัน”

มันสองคนทั้งราดน้ำมันทั้งตบตีกัน เฮ้อนะเห็นแล้วก็อนาถใจ

“แกถ่ายไว้แล้วใช่ไหมอีพัท”

เชิดใส่ เรื่องหักหลังนี่ผมก็ถนัดนะขอบอก ตั้งแต่มันจอดรถเดินเข้าไปบอกยามให้เดินหนีไปน่ะ มันอยู่ในบีบีเครื่องอีพัท เครื่องอีป้าหมดแล้ว

“มันไม่ค่อยชัดแก”

“เอาของชั้นไปถ่าย”

ยื่นโทรศัพท์ให้มันครับ ไม่เคยถ่ายเหมือนกันล่ะวีดีโอคลิปเนี่ย อีพัทมันก็รับโทรศัพท์ไปแล้วถ่ายไว้สองเครื่องเลย ส่วนอีป้ามันก็ยังถ่ายของมันอยู่ครับ

“มันจะดีเหรอ ถ้าป๊ารู้”

“พ่อมึงไม่มีทางรู้หรอก ไหนมึงบอกว่าพ่อมึงไปค้างที่อื่น”

“ฮือๆ หนิงกลัว”

“ไม่ต้องกลัว เร็วๆช่วยกูราด”

ไม่นานนะเท่ที่มันราดน้ำมัน อีหนิงนะพอร้องไห้แต่ใช่ว่ามันจะไม่ทำนะนั่น เดินแยกกันกับไอ้ปอนด์ช่วยกันราดน้ำมัน ไม่ได้คิดจะร้องให้ใครช่วยเลยนะ

“เงินล้านมันต้องเป็นของเราอีหนิง เราจะรวยแล้ว”

เสียงของไอ้ปอนด์ดังกึกก้องก่อนที่มันจะหยิบไฟแช็กขึ้นมา

“ปอนด์ แน่ใจเหรอ หนิงกลัว”

“มึงไม่ต้องกลัว มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีใครรู้หรอกมึงเชื่อกู เดี๋ยวเงินน่ะมึงก็เอาไปครึ่งหนึ่ง ที่เหลือกูเอาไปใช้หนี้เขาไง”

“แต่”

“อย่ามาหลายเรื่อง เดี๋ยวพอได้เงินมาเราจะไปเที่ยวยุโรปกัน”

ถ้าไม่เวอร์ไปผมว่าผมเห็นแววตามันส่องประกายแวววาว แววตาของคนเขลา ถ้าประกันเขาให้เงินมันก็โง่เต็มที หลักฐานมันคามือของเพื่อนผมอยู่นี่ไง เงินล้านน่ะอาจจะใช่แต่ไม่รู้ว่าจะเสียหรือว่าจะได้นี่สิ ไม่แน่อาจจะไปนอนในคุกก่อนก็ได้ ควายสองตัวนี่หญ้ามันยังไม่คู่ควรที่จะให้มันกินนะ น่าจะไปกินของเสียอย่างอื่น

“พรึ่บ”

ไฟติดน้ำมันลุกลามไปรวดเร็วนัก จากที่มืดสลัวๆเปิดไฟบางดวง ตอนนี้เปลวไฟสีส้มแดงลุกสว่างโชติช่วงทั่วทั้งเต็นท์รถที่มีเนื้อที่เกือบไร่เศษๆ ทะเลเพลิงดีๆนี่เอง

“ว้ายตายแก มันเผาแล้ว”

อีพัทร้องขึ้นครับ

“ถ่ายไว้แก เอาทุกอริยาบท ซูมหน้ามันด้วย”

ผมบอกไปครับคราวนี้ไม่ได้แอ๊บเสียงเบาแล้ว ถึงเวลาต้องเปิดเผยตัวแล้วสินะ

“ตูม บึ้ม”

กรี๊ด รถระเบิดครับท่าน น่ากลัวมากนึกว่าตัวเองอยู่ในฉากหนังออลีวูดเลยนะเนี่ย ตื่นเต้นดีจัง

“อ๊ะแก หลบก่อนๆ เดี๋ยวซวย”

อีป้ามันบอกเราก็วิ่งกลับมาที่รถล่ะครับ

“เดี๋ยวแก ชั้นยังไม่ได้ตบอีหนิงเลยนะ”

อีพัทก็นะ แหมแค่นี้มันก็จมดินไปแล้วล่ะ

“อย่าเพิ่งแก วันนี้มันซวยแล้วล่ะ ไฟไหม้ลุกลามขนาดนั้นคงไม่เหลือแล้วล่ะ”

ผมลากแขนมันให้ตามมาขึ้นรถครับ สังเกตุการณ์ในรถดีกว่า ไอ้ปอนด์กับอีหนิงลากถูกันขึ้นรถขับรถออกไปแล้ว เสียงยามร้องโหวกเหวกโวยวายดังไปทั่วบริเวณ เสียงแตกร้าวของตัวรถระคนไปกับเสียงผู้คน อีกทั้งยังเสียงระเบิดของรถอีก หลบก่อนดีกว่า

“ไปหาเหล้ากินกันเถอะแก พรุ่งนี้หยุดแล้วนี่”

ผมพูดขึ้นล่ะครับ ทำหน้าแบบสบายๆไม่เครียด แต่เพื่อนสองคนนี่แบบว่า

“นี่แกวางแผนเหรออีนาย”

อีป้าครับ เสียงเครียดมากขอบอก

“ชั้นไม่ได้วางแผนนะอีป้า มันทำของมันเองนะ”

“แล้วทำไมแกรู้ว่ามันจะมาเผาที่นี่ แกเอาคืนมันใช่ไหมอีนาย”

เริ่มขึ้นเสียงแล้วครับ

“นี่แก ชั้นไม่ได้โง่อย่างนั้นนะ จริงชั้นแนะนำมัน แต่ชั้นไม่ได้บอกให้มันทำแบบนี้ ชั้นแค่บอกว่าอีหนิงมีประกันอยู่ ทำยังไงล่ะถึงจะได้ประกันให้มันคิดเอง มันก็คิดออกมาแบบนี้ ชั้นไม่เกี่ยวนะ”

“นั่นสิอีป้า ทำไมทีเผาบ้านคนอื่นยังทำได้เลย แล้วเรื่องแบบนี้ทำไมจะรับไม่ได้”

“ไม่ใช่รับไม่ได้ ชั้นแค่กลัวว่าเรื่องมันจะมาถึงแกน่ะสิอีนาย ไม่อยากให้เดือดร้อน”

“ไม่หรอกป้า มันมาไม่ถึงชั้นหรอก”

ผมหยิบเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพิ่งจะยัดเข้าไปเองนะ หยิบออกมาอีกแล้ว

“คุณวิทย์ครับ ตอนนี้อยู่ไหนนะครับ เดี๋ยวนายไปหา”

“อ้อ พอดีผมว่าจะไปหาอะไรกินน่ะครับคุณนายเสร็จเรื่องแล้ว”

“มาทานข้าวกันไหมครับคุณวิทย์ ตอนนี้มีร้านส้มตำเปิดอยู่นะ”

ร้านเดิมนั่นล่ะครับ ทำไมต้องส้มตำด้วยนะ เหอๆ คิดอะไรไม่ออกไงครับ ผมเคยออกไปกินตอนดึกๆที่ไหนล่ะ ก็มีอยู่ร้านเดียวที่เคยสาดน้ำร้อนใส่กันนั่นล่ะครับเท่าที่เคยไป

“มีเหรอครับ ผมอยากกินน้ำตกอยู่พอดี คุณนายสะดวกออกมาเหรอครับ”

“สะดวกครับ งั้นเราเจอกันที่ร้านนะครับ แต่”

ผมก็บอกชื่อร้านและที่ตั้งไปล่ะครับ เรื่องของอีต้อยต้องถามหน่อยว่ายังไงถึงไหน แล้วคงส่งมอบคลิปที่ถ่ายเมื่อครู่ให้ทางคุณวิทย์ไปล่ะครับ

“ไปเจอคุณตำรวจเหรอแก”

“อืม เอาคลิปไปให้เขา”

“ไปเลยแก จับมันเข้าคุกซะที”

คราวนี้อีป้านิ่งเงียบไปครับ มันคงเครียดล่ะผมว่า เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆหรือว่าเรื่องล้อเล้น มันคือชีวิตทั้งชีวิตของใครหลายคน และผมเองก้ไม่เคยคิดที่จะล้อเล่นกับมัน เอาจริง ตั้งใจ อยากให้มันออกมาในรูปแบบนี้

“เดี๋ยวสิแก มือตีนชั้นยังไม่โดนหน้าอีหนิงสักนิดเลยนะ ไปแบบนี้ไม่ได้หรอกก่อนที่จะส่งมันให้ตำรวจ ขอก่อนเถอะ”

ผมพูดออกมา สองคนนั่นหันขวับทันที

“ว้ายตาย แล้วแกจะตามมันไปยังไงป่านนี้ไปไปถึงไหนต่อไหนแล้วแก”

อีพัทมันทำท่าสงสัย

“นั่นสิอีนาย อย่าไปยุ่งกับมันเลย ปล่อยให้ทางตำรวจเขาจัดการเองเถอะ”

“เรื่องให้ตำรวจจัดการน่ะ แน่นอนอยู่แล้ว แต่ต้องหลังจากที่ชั้นตบมันก่อน”

“เออๆ ตบก็ตบแล้วจะไปตบยังไงล่ะ มันไปนานแล้วนี่”

“แกแวะจอดตู้โทรศัพท์ข้างหน้าหน่อยสิแก”

ผมบอกอีพัทไปครับ มันก็จอดรถผมเดินออกจากรถทันที

“แกจะพามันไปไหน”

พอไอ้ปอนด์มันรับสายผมก็พูดขึ้นไม่มีรีรอเสียเวลาหรอกนะครับ

“พามันไปด้วยสิ เดี๋ยวมันจะหนี”

“มึงไม่ต้องพามันไปไหน เดี๋ยวตำรวจก็รวบตัวแกเข้าคุกไปด้วยหรอก ไม่กลัวเหรอ”

“แล้วกูจะได้เงินยังไง”

“ทิ้งมันไว้ตรงสวนใต้ทางด่วนนั่นล่ะ เรื่องเงินเดี๋ยวทางประกันก็โอนเข้าบัญชีอีหนิงเองล่ะ แกมีเอทีเอ็มมันไม่ใช่เหรอ ค่อยจัดการ ตอนนี้ทิ้งมันไว้นั่นก่อน”

“เออๆ ได้”

“ปอนด์ คุยกับใคร”

“อย่าเสือก ไม่ใช่เรื่องของมึง อย่าลืมนะอีหนิง พอเรื่องจบมึงต้องเอาเงินมาให้กู”

“หนิงกลัวนะปอนด์”

ผมวางสายจากไอ้ปอนด์ไปแล้วครับ ตอนนี้หน้ามันร้อน มือเริ่มสั่น มาอีกแล้ว องค์ชั้นเริ่มประทับอีกแล้ว สงสารมันไหมน่ะเหรอ ถามจริงตอบจริงๆว่าไม่เลย ไม่สักนิด หึหึ ถ้าพ่อแม่มันรู้ว่าลูกสาวสุดเทิดทูนบูชาคนนี้มันเป็นคนเผาบ้านเผาเรือนของมันเองเพื่อผู้ชายนี่ คงน่าปลาบปลื้มใจอยู่ไม่น้อยทีเดียวนะเนี่ย หึหึ เลวเข้าเลือด หมายถึงผมนะ เพราะผมกำลังจะไปตบมันทั้งที่น่าจะส่งตัวให้ตำรวจ ไม่ได้หรอกนะนางร้ายยังไม่ได้สำแดงฝีมืออะไรเลย ยังไม่ร้ายพอ ยังไม่ถึงแก่น

“ไปตรงสวนใต้ทางด่วนศรีนครินทร์”

ผมบอกอีพัท

“ไปทำไมตรงนั้น เปลี่ยวจะตายแก หรือว่าอีหนิงมันอยู่นั่นเหรอ”

“อืม พวกแกรออยู่บนรถนะ”

“ไม่ได้หรอกแก เดี๋ยวแกก็องค์ลงเหมือนตอนตบอีต้อยหรอก”

อีป้ามันบอก ไม่สนใจ ทำนิ่งๆไว้ก่อน อีต้อยนั่นแค่ซ้อมมือนะ แต่อีหนิงนี่ผมหน้ามืดแล้วกระหายอยากมาก คิดท่าจะตบไว้แล้วด้วยเวอร์ไปไหมแต่แค่คิดก็เม้มปากแน่นหมั่นเขี้ยวแล้วครับ

“นั่นไงมันอยู่นั่น”

ไอ้ปอนด์ก็อยู่ด้วยนะ ไอ้ควายนี่แล้วไม่ไปเสียทีล่ะ ไม่ได้กลัวมันนะ แต่ไม่อยากให้มันเห็นหน้าผม มันจะไปกันใหญ่ เราไปจอดรถห่างจากรถมันพอสมควรล่ะครับ แต่มันก็น่าจะรู้ว่าใครเพราะเลี้ยวเข้าไปใต้ทางด่วน

“อุ๊ย มาวังสวนผักกาดก็ไม่บอก อิอิ”

อีพัทหัวเราะขึ้น ที่นี่คงเป็นที่ที่มันเคยมาเดินอ่อยผู้ชายล่ะครับ พอรถเราจอดไอ้ปอนด์มันก็วิ่งขึ้นรถไปทันที มันคงเห็นและคงรอให้มั่นใจก่อนว่าผมมาก่อนจริงๆแล้วมันค่อยไป

“ปอนด์ จะไปไหน ปอนด์ อย่าทิ้งหนิงนะ ปอนด์”

เสียงอีหนิงดังกึกก้อง เหนี่ยวรั้งแขนของไอ้ปอนด์ไว้ครับ

“เพียะ มึงอยู่นี่ล่ะ”

อุ๊ย อย่าไปตบมันชั้นยังไม่ได้ตบเลยเดี๋ยวมันช้ำก่อน

“แล้วปอนด์จะไปไหน ฮือๆ ปอนด์จะทิ้งหนิงเหรอ”

“กูไม่ได้ทิ้ง แต่กูไปกับมึงคนเขาก็สงสัยสิ อีโง่”

“ไอ้สัตว์ มึงจะทิ้งกูเหรอ”

อีหนิงมันจับมือของไอ้ปอนด์ไว้ครับ กระชากกันอยู่สักพัก ไอ้นั่นก็หวดกระหน่ำเอาๆ

“มึง มึงหลอกกูใช่ไหมไอ้ควาย”

“มึงนั่นล่ะหลอกกู มึงออกรถให้ผัวใหม่ คิดจะหนีกูเหรออีหนิง ไม่มีทาง”

ไอ้ปอนด์เดินเข้ารถไปครับ อีหนิงพอลุกขึ้นได้จากพื้นเพราะโดนหนักทั้งตบทั้งผลักมันก็มองหาวัสดุอุปกรณ์ ส่วนเราสามคนยังนั่งรอดูสถานการณ์อยู่ในรถ มันเดินไปลากท่อนไม้ขนาดเขื่องๆมากำไว้ในมือ

“ไอ้เชี่ยปอนด์”

“ปึ๊ก”

“โอ๊ย”

ไอ้ปอนด์มันกำลังจะเปิดประตูรถ ส่วนอีหนิงวิ่งมาฟาดท่อนไม้เข้าที่ท้ายทอย พิษสงเยอะเหมือนกันนะเนี่ยอีหนิง ไม่ใช่น้อยเลย ร่างของไอ้ปอนด์ฟุบลงทันตา

“มึงกล้าลองดีกับกูเหรอไอ้ปอนด์ มึงคิดว่ามึงเป็นใครมาตบเอาๆ กูไม่กลัวมึงหรอก นี่แน่ะ พลั่ก”

โอ้โห อีหนิงมันหวดเข้าที่ปลายคางของไอ้ปอนด์อีกครั้งคราวนี้นิ่งหลับกลางอากาศไปเลยครับ

“เฮ้ย มันจะตายหรือเปล่าแก”

อีป้ามันตื่นเต้นกว่าใคร ร้องออกมา

“น่าจะ”

ผมพูดพร้อมกับก้าวออกจากรถ เดินตรงเข้าไปหามัน ตบมือตัวเองไปแต่ไกลเลย ชื่นชมจริงๆ ชะนีหัวรุนแรงเนี่ย

“แปะๆๆ เก่งมากชะนี พิษเยอะเหมือนกันนะมึงน่ะ”

“อ๊ะ อีกะเทย มึงมาได้ยังไง”

แหมแอ๊บโง่บานสะพรั่งอีกแล้ว

“อย่าถามมาก กูมาตบปากมึงนี่ไง”

“อีกะเทย มาสิ มาเลยกูจะได้จัดการพร้อมๆกัน”

“หึหึ เก่งมาก เก่งจนไม่มีใครเกิน เผาบ้านคนอื่นแล้วยังกล้าเผาร้านรวงของตัวเอง อีสัตว์นรก”

“กรี๊ด มึงอย่ามาด่ากูนะ อีเปตร มึงรู้ได้ยังไงว่ากูทำ”

“กูไม่ได้ควายเหมือนมึงนี่ กูบอกมึงแล้ว อย่าคิดว่ามึงน่ะร้ายที่สุดแล้วนะในโลกนี้ คนที่เขาร้ายกว่ามึงก็มี และคนๆนั้นก็กูนี่ไงอีผีปอบ”

“อย่ามาตอแหล มึงต้องการอะไร”

“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เอาเลือดมึงล้างตีนกูเท่านั้นเอง”

“มาสิอีกะเทย มาเลย ใครจะเอาเลือดใครล้างตีน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอหน่อยเถอะ ด่ากูมานานแล้ว”

มันปรี่เข้ามาครับแบกไม้มาแต่ไกลเชียว เปรี้ยวมาก มาสิ

“นี่แน่”

มันหวดเข้ามาแต่ไกล อย่าได้ไปทำที่ไหนนะครับ เวลาจะตีคนด้วยไม้เราต้องมั่นใจว่าเป้ามันใกล้ตัวพอที่จะหวดแรงออกไป ต้องมั่นใจว่าเป้ามันจะไม่คลาดเคลื่อน แต่อีนี่มันหวดลมมาแต่ไกล ผมก็ยืนนิ่งๆนะ แต่พอมันหวดมาใกล้ผมก็หลบ มองอยู่นานแล้วนี่นะ พอมันเสียหลักหันหลังให้

“อีดวก”

“อ๊าย”

ถีบเข้าที่บั้นท้ายมันล่ะครับ หัวขมำไปล้มระเนระนาด

“วันนี้ล่ะที่มึงจะได้ชดใช้กรรม อีชะนี”

ผมสาวเท้าตามเข้าไป มันยังล้มอยู่พยายามจะลุก ผมจิกหัวมันขึ้นทันทีทึ้งแรงๆ ดึงขึ้นดึงลง แล้วฟาดมือลงบนหน้าของมันแรงๆ ขอเน้นว่าแรงๆ

“กรี๊ด โอ๊ย ปล่อยกูๆ อีบ้า”

เสียงมันร้องระงมอยู่ทั่วบริเวณ เสียงผมก็ก่นด่า อุ๊ย ไม่ได้เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ต้นนะ สถานการณ์มันพาไป แต่ก่อนนี่ไม่เค๊ยไม่เคยนะจะหัวรุนแรงแบบนี้ แค่คนที่ผมทำนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปเป็นอาทิตย์เท่านั้นเอง โฮะๆ เบาๆ

“จะร้องเพื่อ ทีแบบนี้ร้อง ทีทำคนอื่นมึงไม่คิด”

“กรี๊ด กูจะแจ้งตำรวจมาจับมึง อีควาย ปล่อยกู”

“มึงไม่ต้องแจ้งให้เสียเวลา อีกไม่เกินสิบนาที มึงเตรียมตัวเข้าไปอยู่ในคุกได้เลย อีผีปอบ นี่แน่ะๆ”

“กรี๊ด”

ทั้งมือทั้งเท้าไม่ได้ตบแต่หน้ามันนะทั่วบริเวณที่พอจะมีพื้นที่ ผมจัดไปให้มันอย่าได้เสีย

“พอแล้วอีนาย พอแล้ว”

อีป้ามันคงทนดูอยู่ไม่ไหวครับ มันมากระชากตัวผมออกจากอีหนิง กรี๊ดอีกแล้วอีนังนี่ เลยไม่ทันสะใจเลย

“อีบ้า กรี๊ด ช่วยด้วยๆ ชั้นโดนทำร้าย”

“หนอย ยังมาปากดี อีป้าแกพามันไปก่อน ขอตบทีเถอะชะนีดวกๆแบบนี้น่ะ”

อีพัทปรี่เข้าไปตบอีกคน

“กรี๊ด”

“โว้ย บอกให้พอ พวกแกเป็นอะไรกัน คุณวิทย์กำลังจะมา ชั้นโทรฯบอกเค้าแล้ว ปล่อยให้เขาจัดการ พอแล้ว”

อีป้ามันตวาดครับ ผมก็นิ่งไปอีพัทก็นิ่ง

“หนอย นี่เห็นแก่เพื่อนชั้นนะยะ ไม่งั้นหล่อนเจ็บหนักกว่านี้แน่ๆ”

สภาพอีหนิงตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากคนไร้ทางไป มันคลานอยู่บนพื้น น่าสังเวชใจไม่อยากจะเชื่อว่านี่มันเป็นฝีมือผม แต่มันก็ใช่มันเป็นฝีมือของผมเอง บอกแล้วว่าอย่าให้ร้าย ผมไม่ได้อยากให้มันตายหรอกนะ แต่อยากให้มันเจ็บ เจ็บเท่าที่มันจะรู้สึกได้ เท่าที่หัวใจมันจะรับรู้ได้ว่านี่ล่ะคือเจ็บ ในเมื่อมันเจ็บคนอื่นเขาก็ต้องเจ็บเป็นเหมือนกัน เรายืนมองอยู่สักพักคุณวิทย์กับตำรวจก็มา โอ้โห นี่แห่กันมาทั้งสถานีเลยเหรอเนี่ย

“ช่วยด้วยค่ะคุณตำรวจขา หนูโดนลอบทำร้าย มันจะฆ่าหนู จับมันเลยค่ะคุณตำรวจ”

มันยังไม่วายนะ พอเห็นตำรวจมาก็ลุกขึ้นมาได้เข้าไปกอดแข้งกอดขาเขาทันที

“เชิญที่โรงพักครับ มีคนเจ็บๆ”

ทางตำรวจก็เข้าไปดูอาการว่าไอ้ปอนด์มันตายไปหรือยัง ท่าจะยังเพราะตำรวจเขาแบกมันขึ้นรถไปแล้ว

“ผมอยากรู้เรื่องทั้งหมดครับคุณนาย ผมจะได้ช่วยได้ถูก”

“ได้ครับ ผมเตรียมพร้อมไว้แล้ว”

“ทำไมไม่จับมัน กรี๊ด ทำไม”

อีนั่นมันยังร้องระงมอยู่ครับ ทางตำรวจก็เชิญเราสามคนไปที่โรงพักเช่นกัน ผมให้คุณวิทย์เป็นคนขับรถมีตำรวจอีกนายนั่งมาด้วย คงกลัวว่าเราจะหนีอะไรแบบนี้ แต่คุณวิทย์ก็คงบอกไว้แล้ว อีกอย่างที่ตำรวจมากันอยะขนาดนี้คงเพราะใกล้ๆกันมันมีเพลิงไหม้อยู่นั่นล่ะครับ

“คือพวกเราว่าจะไปกินข้าวกันน่ะครับคุณตำรวจ ขับรถผ่านพอดีเห็นอีหนิง ตอนแรกว่าจะลงไปตบ แหมนะก็เจอคนตัดสายเบรค เผาบ้านตัวเองลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ใครจะไปทนไหว แต่พอลงรถไปก็เห็นมันคุยอยู่กับผู้ชายคนที่นอนโรงพยาบาลอยู่ตอนนี้ล่ะครับผมก็เลยสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ ไม่คิดเลยว่าสองคนนี่จะเผาเต็นท์รถ ผมไม่รู้จะทำยังไงก็เลยให้เพื่อนๆถ่ายคลิปไว้น่ะครับ”

“อ๊ะ”

อีหนิงมันอ้าปากค้างครับ น้ำตาไหลออกมาท่าทางเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง ตัวเริ่มสั่นพูดไม่เป็นคำ

“ทางเราดูแล้วครับ ชัดเจนมาก”

“ครับ ทีนี้เราก็เลยขับรถตามจะไปบอกให้หนิงมอบตัว แต่พอลงรถไปก็เห็นเขาเหมือนทะเลาะกันอยู่ก่อนแล้ว พอผมจะลงไปห้าม ฮึกๆ ไม่คิดเลยว่า ฮือๆ”

คือว่าน้ำตาไหลอ่ะนะครับ ต้องสมบทบาทหน่อย เรื่องสตอเบอร์รี่แถแถดกระแตแวแวดนี่ผมก็น้อยที่ไหนล่ะ เอาสิ เอาอีกสักตั้งจะได้จบอย่างสวยงาม

“หนิงเขาก้ถือไม้เข้ามาจะทำร้าย”

“ไม่จริงคุณตำรวจ อย่าไปเชื่อมัน อีนี่มันวางแผนไว้ทุกอย่าง ตอนนั่งอยู่ในรถมันก็โทรฯเข้ามาหาไอ้ปอนด์ บอกให้ทิ้งหนูไว้ที่สวนนั่นแล้วมันก็เข้ามาตบ”

“หือ หนิงพูดอะไร พี่ไม่เห็นรู้เรื่อง ทำไมจนป่านนี้ยังไม่ยอมรับผิดอีก ฮึกๆ จะต้องให้ถึงแค่ไหน ต้องให้เขาตายเหรอหนิงถึงจะพอใจ”

“อี อีตอแหล ไม่จริง ไม่จริง”

มันแหกปากขึ้นครับ ผมก็ทำท่าสะดุ้ง เจ็บปวดรวดร้าวรับไม่ได้อะไรประมาณนี้

“นี่ไงโทรศัพท์ไอ้ปอนด์คุณตำรวจก็ดูเบอร์ที่โทรฯเข้ามาสิคะ มันบอกให้ปอนด์ไปเผาเต็นท์รถพ่อหนู”

คือหลักฐานทุกอย่างมันอยู่บนโต๊ะตำรวจแล้วล่ะครับ ผมกลัวไหม ไม่นะ เชิดใส่ ชั้นไม่ได้อยากจะเป็นนางร้ายก็เป็นนะอีชะนี ไม่ได้ร้ายกะโหลกกะลาอย่างที่หล่อนคิด หึหึ

“เบอร์ตู้นี่ครับ”

“เอ่อ แล้วโทรฯเข้ากี่โมงล่ะครับ”

“เที่ยงคืน สิบนาที”

“แหมอีหนิง ตอนนั้นชั้นก็กำลังขับรถตามแกอยู่นะ แวะตู้ก็คลาดจากแกสิ”

อีพัทมันดอดขึ้นครับ

“ไม่จริง คุณตำรวจอย่าไปเชื่อ มันโทรฯมาจริงๆ กรี๊ด”

เอ่อ พอจนทางไปก็แหกปากกรี๊ดออกมาล่ะครับ

“คุณตำรวจครับ ผมแค่อยากเป็นพลเมืองดี จริงอยู่ที่มีเรื่องกันอยู่ก่อน แต่นั่นมันก็ไม่มีมูลเหตุอะไรที่จะทำให้ผมเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด ผมไม่เคยรู้เลยว่าพ่อของหนิงมีเต็นท์รถ เรื่องตบตีกันน่ะจริงครับ เพราะผมเองก็ทนไม่ไหวที่เห็นคนเลวๆลอยนวลอยู่ได้ มันไม่ยุติธรรมเลยนะครับ ฮึกๆ”

สะอื้นนิดหน่อยแต่พองาม จ้องเข้าไปในตาของตำรวจ เขาพยักหน้าแล้วแยกเราสามคนออกไปสอบสวนอีกห้องหนึ่ง คนสอบสวนจะใครล่ะครับก็คุณวิทย์นั่นล่ะเข้าไปด้วย ท่าทางเขาจะใหญ่ไม่น้อยนะ เห็นทางตำรวจเรียกเขาว่าสารวัตร พอสอบถามเสร็จถึงรู้ว่าเป็นตำรวจที่มาจากกองบัญชาการเคยทำงานอยู่ในกระทรวง แต่เป็นคนสนิทของพ่ออีคริสพูดง่ายๆก็ลูกน้องพ่อของมันนั่นล่ะครับ เขาเป็นคนสอบสวนเอง หลักฐานต่างๆ ทั้งคลิปเสียง กระดาษที่อีหนิงมันโง่เขียนมาสอดใต้ประตู คลิปที่ถ่ายได้เมื่อครู่ อีกอย่างจากปากคำของอีต้อยนั่นล่ะครับ เรื่องของผมก็จบลงที่ผมก็เสียค่าปรับไปตามระเบียบ

“แล้วจะไปกินข้าวกับผมไปมครับคุณวิทย์ คุณวิทย์อยากกินน้ำตกไม่ใช่เหรอครับ ผมมีที่อร่อยๆอยู่ที่หนึ่งไม่ไกลมาก”

พอเรื่องสะสาง หมายถึงทางฝั่งผมนะครับผมก็เอ่ยปากชวนเขา

“ครับ เดี๋ยวผมตามไป”

“คุณตำรวจชวนผู้กองคนนั้นไปด้วยก็ได้นะครับ จะได้ไม่เหงา อิอิ”

อีพัทครับ แหมนะ เสือยังไงมันก็ไม่ทิ้งลายวันยังค่ำ อีนี่ก็คงเหมือนกัน

“อ้อ หมวดนนน่ะเหรอครับ”

“อุ๊ยชื่อนน น่ารักจัง”

“งั้นผมไปรอที่ร้านนะครับ เดี๋ยวสั่งรอ”

ผมลากอีพัทออกมาทันที แหมนะทำตาวิ้งๆเชียวนังนี่ ส่วนอีป้านั่งนิ่งหน้าตาดูเครียดมาก

“เป็นไรอีป้า เมนส์ไม่มาเหรอ”

ผมแหย่มันล่ะครับ หน้าตาที่นะเหมือนว่าไปฆ่าใครเขามา

“ชั้นหนักใจว่ะแก เรื่องมันจะจบยังไงเนี่ย”

“เอาน่าแก มันจบลงแล้วล่ะ คงไม่มีอะไรอีกแล้ว อย่าห่วงไปเลย”

“แกทำเกินไปไหมนาย”

อีกแล้วครับท่าน กรี๊ด ยกตำแหน่งนางงามเพื่อสันติภาพให้อีนี่เลยนะ อารมณ์เสีย

“ก็รู้นะ แต่จะให้ทำยังไง ชั้นรู้ว่ามันแรง มันเกินไป แต่ก็อย่างที่แกว่า คนบางคนถ้าไม่ใกล้ตายก็ไม่เห็นค่าของชีวิตหรอกจริงไหม”

“นั่นสิอีป้า อีนายนะชั้นไม่เห็นมันทำอะไรรุนแรงเลยนะ”

“เรื่องเผาเต็นท์รถน่ะแก มันเกินไปนะ ถ้าพ่อแม่มันรู้ซึ่งเขาไม่เกี่ยวข้องด้วยเลยน่ะ เขาจะทำยังไง”

“แล้วคุณนายแม่ชั้นเกี่ยวข้องอะไรด้วยเหรอเรื่องนี้น่ะป้า ถ้าเขาเจ็บ แกก็รู้ไว้ซะว่าคนอื่นเขาก็เจ็บ ชั้นเข้าใจความรู้สึกแกนะอีป้าว่าอยากให้เลิกแล้วต่อกันไปน่ะ แต่สำหรับอีหนิง ชั้นว่าแบบนี้ล่ะดีแล้ว อีกอย่างชั้นไม่ได้เอ่ยออกจากปากชั้นสักคำเลยนะว่าให้เผา ชั้นแค่แนะนำว่าเต็นท์รถมันมีประกัน ไอ้นั่นมันอยากจะเผาเองนี่”

“หา นี่แกคุยกับมันเหรอ”

“ใช่ บอกแล้วนี่ชั้นโยงทุกคนเข้ามาหากันเอง จะได้รวบตัวได้ง่ายๆ”

“ว้าย จริงเหรออีนาย ร้ายกาจมาก แล้วทางตำรวจว่าไงล่ะ”

“อีต้อยน่ะ ติดคุกไม่รู้กี่ปี หรือแค่ปรับไม่รู้ต้องรอถามคุณวิทย์อีกที ส่วนไอ้ปอนด์ก็น่าจะติดคุกเพราะเป็นคนเผา อีหนิงน่ะ หลายกระทงคงรอดยาก”

“เฮ้อนะ จบๆกันไปสักที หมดเวรหมดกรรมกันไปนะแก อย่าได้จองเวรกันอีกเลย”

“ชั้นไม่จองเวรหรอกป้า จบก็จบ”

“แล้วไอ้เรย์ล่ะแก มันยังไง”

“ไอ้เรย์ตอนนี้ฝากขังอยู่ เพราะตอนแรกจะประกันตัวแต่โดนฟ้องก่อนทรัพย์สินมันเลยอยู่ในการพิจารณาของศาล”

“หาฟ้องเรื่องอะไร”

ผมก็ต้องเล่าอีกครั้งล่ะครับ เฮ้อ เหนื่อย นี่ถ้าไปถึงร้านต้องลองกินส้มตำปูปลาร้าที่อีป้ามันชอบกินบ้างแล้วล่ะเหนื่อยจริงอะไรจริง เอาอะไรเผ็ดๆมากระแทกหน่อยก็คงดี

“พรุ่งนี้เช้าชั้นจะไปสระบุรีนะอีพัท แกจะไปไหม”

พอถึงร้านผมก็เอ่ยขึ้นครับ อีป้ามันเป็คนสั่งอาหาร ตอนแรกเจ้าของร้านมองแล้วทำท่าขยาดๆยังไงไม่รู้คงกลัวจะมาสาดอะไรใส่ใครอีก ไม่หรอกน่า แหมนะ

“อยากไปเหมือนกันล่ะแก แต่ไม่รู้จะไปทำไมให้ช้ำใจ”

“อืม งั้นก็อย่าไปเลยแก ชั้นจะไปหาผัววะหน่อยเป็นไงบ้างก็ไม่รู้”

“อืม”

อีพัทมันทำหน้าหงอยลงมากล่ะครับ ผมเข้าใจมันนะเลยเปลี่ยนเรื่องคุย เราสั่งอาหารรอไม่นานคุณวิทย์กับนายตำรวจคนนั้นก็มา

“คุณเรย์น่ะครับคุณนาย ทางบริษัทเขาฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย ทรัพย์สินโดนยึดหมดแล้ว”

“ขึ้นศาลแล้วเหรอครับ”

“ยังครับ แต่วงในเขาบอกมาว่าขึ้นศาลพรุ่งนี้ แต่คงเป็นไปอย่างที่ผมว่าเพราะเพื่อนผมคนนี้เขาเป็นคนพิจารณาคดีเอง”

“อ้อ น่าเห็นใจจังนะครับ” ผมพยักหน้าน้อยๆพองามล่ะครับ

“แต่มีอีกกระทงนะครับ คือพยายามฆ่า และพรากผู้เยาว์อันนี้หลักฐานมีมัดแน่นหนา น่าจะจำคุกประมาณห้าถึงสิบปี”

“ห้าปีเองเหรอครับคุณตำรวจ”

อีพัทมันดอดขึ้นครับ

“ครับ น่าจะประมาณนี้มากกว่านี้ไม่ได้ มันมีกฎหมายระบุไว้”

“ถ้าพ้นห้าปีแล้วมันออกมาทำอีกล่ะคุณตำรวจ”

“ไม่หรอกครับ เขาน่าจะเข็ด”

“ขอให้เข็ดจริงเถอะ”

ผมพูดขึ้นบ้างครับ สรุปก็คุยกันเรื่องนี้บ้างเรื่องอื่นบ้าง เครียดเหมือนกัน กว่าจะได้นอนก็ตีสี่ครับ ผมตัดสินใจไม่นอนขับรถไปสระบุรีเลย คิดถึงสามีที่จริงแจ้งข่าวมันไปหมดแล้วล่ะครับ แต่ก็ยังอยากเจออยู่ คิดถึงนี่นะ ผมไปถึงก็สว่างพอดี เห็นเขาจัดงานกันนะที่สวนผู้คนเดินขวักไขว่เชียว

“คุณลูก”

พอเจอหน้าคุณนายแม่เธอก็ปรี่เข้ามากอดครับ ผมก็ไหว้แล้วกอดไปตามประสา

“มีงานอะไรกันเหรอครับคุณแม่”

“เลี้ยงพรล่ะคุณลูกล้างซวย คุณแม่รู้จากตาหลวงแล้วนะว่าใครเป็นคนทำ จัญไรจริงๆ”

“มันโดนจับแล้วล่ะครับคุณแม่ อย่าห่วงไปเลย”

“สมน้ำหน้ามัน ขอให้ติดคุกหัวโตอย่าได้ผุดได้เกิดกันเลยนะ”

คุณนายแม่ก็กอดหอมผมอยู่ล่ะครับ ผมเห็นสามีเดินมาโน่นแล้ว กรี๊ด ทำไมสามีชั้นโทรมอย่างนี้เนี่ย

“แก”

ผมครางออกมาเพราะมันปรี่เข้ามากอด

“เหนื่อยไหมคุณ ผมคิดถึงคุณจัง”

“ไม่เหนื่อยหรอก แค่ยังไม่ได้นอนเท่านั้นเอง ชั้นก็คิดถึงแกนะ”

“เดี๋ยวเลี้ยงพระเสร็จแล้วค่อยนอนนะคุณ หรือว่าคุณอยากจะนอนก่อน”

“ไม่เป็นไร เลี้ยงพระก่อนก็ได้”

ผมก็คุยกับคุณสามีอยู่สักพักล่ะครับแล้วค่อยขึ้นไปอาบน้ำต้องรีบหน่อยเพราะพระท่านมาแล้ว พอเลี้ยงพระเสร็จก็ขึ้นไปบนบ้านครับ ง่วงมากมายตาจะปิด

“ผมว่าจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้นะคุณ”

“หือ สร้างทำไมเปลืองเงิน อยู่หลังนี้ก็ดีแล้วนี่”

“ไม่อ่ะ ผมอยากสร้างให้คุณ”

“ชั้นไม่อยากได้ ไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น แค่แกอยู่กับชั้น ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกับใครแล้วก็พอแล้วแก อย่าสร้างเลย”

เรานอนกอดกันบนเตียงล่ะครับ อากาศเย็นสบายดีนะ ผมคิดไว้แบบนี้จริงๆนะ ไม่ได้อยากได้อะไรจากใครแล้ว จะสร้างบ้านทำไมในเมื่อผมทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไปๆมาๆไม่ได้อยู่เลยซะหน่อย เสียดายบ้าน

“แต่ผมก็ยังอยากทำอะไรให้คุณอยู่นะ”

“ก็เป็นผัวที่ดีก็พอแล้วแก จะสร้างอะไรมากมาย ชั้นไม่ต้องการ”

“เอาแบบนั้นเหรอ ห้องนี้มันทึบไปน่ะผมว่านะ”

“ก็ดัดแปลงเอาได้นี่แก อีกอย่างชั้นไม่อยากอยู่ห่างจากคุณแม่ เผื่อมีอะไรจะได้ดูแลกันทัน”

“คุณ”

มันครางออกมากอดผมแน่นเชียวครับ มันจูบหนักๆที่ปาก โอย อยากจะทำอยู่หรอกนะสามีจ๋า แต่ไม่ไหวจริงๆ ตาจะปิดแล้วเนี่ย สรุปเราก็นอนกอดกันนั่นล่ะครับ จนหลับไป ตื่นมาอีกที อิอิ สี่ทุ่มเอง เหมือนขับรถมานอนยังไงไม่รู้

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

Don’t call Me BaBy!!

 

If we hold on together…

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

D55

นั่งคิดอยู่นานว่าจะเริ่มเจาะอีหนิงยังไงดี คิดจนมึนหัวไปหมดแต่ก็ยังหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ไม่รู้จริงๆนะว่าจะเริ่มเลื่อยขามันจากตรงจุดไหน แต่เอาเถอะต้องได้ มันต้องได้ ไม่มีทางที่มันจะเป็นไปไม่ได้ มันทำกับคนที่ผมรักขนาดนั้น ไม่ยอมเด็ดขาด อีกอย่างผมชื่อนายพล ไม่เคยที่ผมจะทำไม่ได้ถ้าหากว่ามีคนมาทำให้เจ็บ คนมันอยากลองลิ้มรสของพิษของคนอย่างผม จัดไปอย่าให้เขาเสียน้ำใจ

“แก มีข่าวเรื่องอีหนิงมาบอก”

อีพัทโทรฯเข้ามาครับ ผมกำลังเตียมคิดแผนต่อไปอยู่พอดี

“ว่ามาแก”

“ผัวเก่ามันน่ะเป็นแมงดานะแก รู้สึกจะอยู่ธนิยะ มีอิทธิพลอยู่พอสมควร ชั้นให้น้องที่ทำงานมันสืบให้นะแก มันมีเพื่อนทำงานอยู่ที่นั่น”

“อืม แค่นี้เองเหรอ”

“บ้าแก ชั้นรู้เยอะกว่านั้นอีก อีต้อยน่ะก็อีหนิงนี่ล่ะแนะนำให้มาทำที่นี่ เหมือนจะหลอกมายังไงไม่รู้เพราะตอนแรกเห็นน้องมันบอกว่าอีต้อยไม่ยอมนะ แต่เอาไปเอามาเหมือนนางจะชอบ โฮะๆ ตอนนี้เหมือนอีหนิงจะโดนเหวี่ยงทิ้งนะ เพราะไม่มีเงินให้ผู้ชายมันมันสูบเห็นน้องมันบอกว่าไอ้นี่มันติดบอลน่ะแก”

“อ้อ เหรอ แล้วอะไรอีก”

“ล่าสุดเหมือนอีหนิงมันจะถังแตกนะอก เมื่อคืนที่พ่อมันมาประกันตัวน่ะ โดนไปหลายดอกอยู่เหมือนกัน”

“ทำไมแกรู้ละเอียดจังวะ เหมือนเป็นคนบ้านเดียวกับมันเลยนะอีพัท”

“อ้าวนังนี่ ชั้นมันระดับไหนยะ อยากรู้อะไรพัชราภาจัดให้”

“แล้วชั้นจะเข้าถึงตัวมันยังไงล่ะแก”

“อืม นั่นสิ ยิ่งตอนนี้มันกลับเข้าไปอยู่บ้านมันแล้วนี่นะ แต่ก็ไม่น่าจะยากแกชั้นรู้ว่าแกทำได้”

“ชั้นไม่อยากทำอะไรให้มันกระโตกกระตากไปแก เดี๋ยวไก่มันจะตื่น”

“แหมนะ อย่ามาทำเป็นแอ๊บนางเอกหน่อยเลยหล่อน ชั้นว่าถ้าเราอยากตบก็บุกไปตบจะยากอะไรยะ ไม่เห็นต้องคิดให้มันหนักหัว ทีมันทำเรามันยงไม่คิดเลย”

“นั่นมันพวกมันนี่แก ชั้นไม่ทำอะไรบ้านๆอย่างนั้นหรอก แกมาหาหน่อยสิคืนนี้”

พอวางสายจากอีพัทไปผมก็กดโทรศัพท์ไปหาคุณวิทย์ล่ะครับ

“ครับคุณวิทย์ ตกลงโดนแค่ไหนนะครับ เรื่องเมื่อคืน”

“อ้อ คุณนาย”

อีกแล้ว เรียกชั้นคุณนายอีกแล้วฟังแล้วแสลงหูยังไงพิกล อารมณ์เสีย นี่ชั้นสถาปนาตัวเองเป็นคุณนายเลยดีไหมเนี่ยชอบเรียกกันจัง

“ก็โดนคดีพรากผู้เยาว์ล่ะครับ น้องคนนั้นอายุ ๑๔ ปี หลักฐานคาตาครับ ทางผู้ปกครองของเด็กเรียกร้องค่าเสียหาย ห้าหมื่นบาท”

“แค่ปรับอย่างเดียวเหรอครับ”

“คือทางทนายของฝ่ายจำเลยได้มายื่นขอประกันตัวน่ะครับคุณนาย ต้องรอเรื่องส่งชั้นศาลก่อน”

“อีกนานไหมครับ”

“คงไม่น่าจะเกินอาทิตย์นึงนะครับเพราะมันเป็นคดีอาญา”

ผมนิ่งคิดอยู่ แสดงว่าตอนนี้มันก็ออกมาลอยนวลสินะ ถ้ามันหนีไปล่ะ ไม่ได้นะ ไม่มีทาง

“แบบนี้มันจะมีโอกาสหนีไหมครับ”

“ไม่ได้หรอกครับ ถ้าหนีคดีเรื่องจะไปกันใหญ่ท่าทางเขาคงไม่หนี”

“แล้วคุณวิทย์อยู่ด้วยไหมครับตอนที่ทางตำรวจเขาสอบพยาน”

“อยู่ครับ ท่าทางเขาดูวิตกกังวลมากเลยนะครับคุณนาย”

“มันพูดอะไรไหมครับ”

“ตอนแรกเขาปฎิเสธท่าเดียวครับ แต่ทางตำรวจเขามีหลักซานแน่นหนาดิ้นไม่หลุด”

คุณวิทย์เล่าอะไรอีกหลายอย่างให้ผมฟังครับ ผมก็นะเก็บข้อมูลสุดฤทธิ์ รอเพื่อนกลับมารวมตัวกันที่ห้องดีกว่า คืนนี้ออกไปหาอะไรทำสนุกๆหน่อย คันมือเต็มทน จริงของอีพัท กับอีหนิงน่ะ ผมไม่จำเป็นต้องคิดแผนการณ์อะไรให้มันสลับซับซ้อนใส่เล่ห์ใส่กลมากนักหรอก คนอย่างมันไม่ควรค่ากับสมองของผมหรอกนะ อยากตบก็ไปตบเลยสิ หึหึ ขอลองรับบทร้ายแบบตลาดๆหน่อยเถอะ รับแต่บทนางร้ายแบบไฮโซมานาน โฮะๆ เปลี่ยนแนวบ้างอะไรบ้างเนอะ

“โจ้เหรอ นี่พี่นายเองนะ”

อยู่ว่างๆครับ คิดอะไรขึ้นมาได้ ดีกว่าอยู่เปล่าๆไร้สาระ เดินไปเดินมาจะถึงเชียงใหม่อยู่แล้วมั้งเนี่ย

“อ้าวพี่นาย ผมเสียใจด้วยนะครับกับเรื่องที่เกิดขึ้น น่าเสียดายจริงๆนะครับบ้านหลังนั้นน่ะ”

มันทำเสียงสูงครับ คงไม่คิดว่าผมจะโทรฯหา

“ขอบใจนะโจ้ เออ เรามีเบอร์ของต้อยไหม”

คือว่าผมเป็นคนขี้เกียจจะคุยมากๆนะครับ ทำไมต้องอ้อมค้อม ไม่ได้พิศวาสอะไรไอ้โจ้นี่ ไม่ได้อยากจะถ่ามข่าวคราว ไม่ได้สนใจอะไรในตัวมัน อีกอย่างคนที่รักพ่อแม่จนยอมให้ท่านชักจูงไปในทางที่ท่านชอบ คือว่ามันคนละสปีชีส์กับผมนะครับ พ่อแม่ผมตามใจมาตั้งแต่เด็ก ตามใจในที่นี้คือ จะเป็นอะไรก็เป็นไป แต่ขอให้เป็นคนดี รู้ว่ามีพ่อมีแม่ รู้ว่ามีครอบครัว คุณนายแม่ผมเคยพูดนะว่าลูกเลี้ยงได้แต่ตัว มันโตขึ้นจะไปเป็นอะไรก็เรื่องของมัน หน้าที่ของคุณนายเธอก็แค่เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ไม่เบียดบังใครและที่สำคัญไม่เบียดบังตัวเอง แค่นี้ก็พอแล้ว คือผมว่าร้อยทั้งร้อยนะเด็กที่ถูกเลี้ยงมาอย่างผมมันจะคิดได้เองนะ เรียนก็เลือกเรียนที่ชอบ งานก็เหมือนกัน เป็นเกย์แม่ก็ไม่ด่า พ่อไม่ว่า เอ๊ะ หรือเพราะว่าผมมีหลาน ไม่เกี่ยวหรอกผมว่านะ เพราะพ่อผมเองก็เคยพูดว่าคนเราเกิดมาแต่ตัว อยากให้ลูกหลานมีครอบครัวมันสุขใจก็จริงอยู่ถ้าครอบครัวดี แต่ถ้าครอบครัวร้านฉานเหมือนพี่ชายผม ท่านเองก็เสียใจ อีกอย่างเวลาสิ้นลมไปลูกจะเป็นไปยังไงถ้าหากว่าพ่อกับแม่มัวแต่มาบังคับจำกัดกฎเกณฑ์ให้มัน คงจะเหมือนปล่อยปลาไหลลงโคลนตม เอาเถอะๆ เรื่องของเขา ผมก็ใช่ว่าจะดี นิสัยแรงๆ แรดๆ แบบนี้ไม่มีใครสอน ซึมซับเอาเอง กรี๊ด

“เอ่อ”

“ไม่ต้องลังเลหรอกต้อม พี่มีเรื่องจะถามต้อยนิดหน่อยน่ะ”

“ผมลบไปแล้วพี่”

“เหรอ แน่ใจ”

“ครับ”

“โอเคครับ งั้นพี่ไม่กวนนะ แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับพี่หลวงของโจ้นะ”

“อ๊ะ ทำไมอ่ะพี่”

“เราไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่มีทางอื่นที่จะติดต่อต้อยได้แล้วใช่ไหมโจ้ พอรู้ไหม”

“เอ่อ แป๊บนะพี่ เหมือนจะจดไว้”

มันคงจะเกลียดอีต้อยมากนะเนี่ยถึงขนาดว่าเบอร์ยังลบออก ลบเพื่อ อย่างผมบันทึกเบอร์ไอ้เรย์ไว้ เวลามันโทรฯมาจะได้รู้ว่าใครโทรฯมาไง หรือไม่ก็หาเวอร์ชั่นอื่น บล็อคสายก็ยังได้ เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อเขาบ้าง อย่างเช่นตอนนี้ เพราะไอ้เรย์มันจะได้รับการตอบแทนจากผม ตอบแทนอย่างสามสมให้กับมันที่ไม่รู้จักพอ รู้ว่ามันเจ็บใจแค้นใจ มันเองก็มีความรู้สึก แต่นะพูดยากเหมือนกันเรื่องแบบนี้ มันเจ็บได้ร้องไห้เป็นคนอื่นเขาก็คงเหมือนมันนั่นล่ะ ในเมื่อไม่ยอมจบจะเจ็บอีกสักครั้งจะเป็นไรไปล่ะเนอะ หึหึ

“ขอบใจนะโจ้ พี่ไม่กวนแล้วล่ะ เดี๋ยววันศุกร์นี้เจอกัน”

ผมวางสายไปแล้วครับ ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะกดเบอร์ไปหาอีต้อย ไม่รู้ว่าจะพูดกับมันยังไงดี

“ต้อยใช่ไหม”

“เออ ใครวะ โทรฯมาทำไมกูรับแขกอยู่”

มันแว้ดเสียงใส่ผมใส่ผมครับ แหมนังนี่มารยาทการรับโทรศัพท์นี่นะได้คะแนนเต็มมาก

“มีเบอร์ คนชื่อปอนด์ไหม”

“มึงเป็นใครเนี่ย”

“เป็นใครอย่าสนใจเลยต้อย แค่รู้ว่าคนที่กำลังคุยอยู่กับต้อยนี่ล่ะจะทำให้คนที่เขาหลอกต้อยมาทำงานแบบนี้ให้ได้รับกรรม”

“อ๊ะ แก”

“รู้จักใช่ไหม”

“ชั้นไม่ได้โดนหลอก แต่ชั้นเต็มใจมาทำ แกไม่บอกชั้นจะวางสายนะ”

“บอกก็ได้ ชั้นนายเอง”

ผมยอมบอกไปครับ รู้ล่ะว่ามันต้องกรี๊ดใส่ แต่เหมือนมันสะอึกไปพักหนึ่ง

“กรี๊ด อีกะเทย มึงโทรฯมาทำไม อีดวก อีผีปอบ มึงอยากจะโดนตบใช่ไหม”

ผมนี่เอาโทรศัพท์ออกจากหูแทบไม่ทัน อีเวรนี่ เดี๋ยวเถอะมึง

“ใจเย็นๆได้ไหม ฟังก่อน”

“กูไม่ฟัง มึงเคยตบกู อีควาย จะโทรฯมาทำซากอะไร อีนรก”

ด่ากูหลายครั้งแล้วนะมึง เดี๋ยวๆ กัดฟันกรอดเลยผม

“ชั้นรู้นะว่าแกโดนหลอกมาขายตัว ไม่สงสารแม่แกเหรออีต้อย ชาวบ้านเขารุมประนามจนเลิกขายของในตลาดไปแล้วนะ ไม่รู้บ้างเหรอ ภูมิใจเหรอที่ทำแบบนี้น่ะ”

“กรี๊ดไม่ต้องมาสอนชั้น อย่ามาสะเออะ ไม่ต้องมาตอแหล”

“มึงไม่ให้ใช่ไหม ได้ แค่นี้นะอีจอมปลวก”

คิดผิดจริงๆที่โทรฯมาหามัน ผมนี่กัดฟันแน่นเชียว โดนด่าจนหน้าแดงเลยผม หนอยแน่ นังนี่ว่าจะช่วยเหลือซักหน่อย ดันมาด่าซะได้ อารมณ์เสียด่าชั้นใช่ไหม ได้ เราจะได้เห็นดีกัน

“ร้านโอกาเนะเหรอครับ”

คนอย่างผมไม่เคยโง่ ถึงโง่ก็โง่แบบมีศิลปะ กรี๊ดภูมิใจในตัวเอง เป็นยังไงอย่าอยากรู้เลย ก็เพิ่งจะโง่กับอีต้อยไปเมื่อกี๊นี่ไง โมโห

“ค่า ร้านโอกาเนะ”

“คือผมเป็นญาติของปอนด์นะครับ ไม่ทราบอยู่ไหม โทรฯมือถือแล้วไม่ติด”

“อ้อ ไอ้ปอนด์เหรอ อยู่ แป๊บนะ”

เปลี่ยนเสียงทันที แหมนะพอไม่เอื้อประโยชน์ให้นางนี่นะ ไม่สนใจเชิดใส่ชั้นสุดพลัง

“ใครวะ ไม่โทรฯเข้ามือถือกู โทรนเข้าร้านทำไม”

มันมารับสายครับเสียงนี่เข้มเชียวนะ

“อยากรู้ไหมว่าอีหนิงมันอยู่ไหนตอนนี้”

ผมไม่รีรอครับ ก่อนมันจะวางสาย

“มึงเป็นใคร”

“เป็นใครอย่าอยากรู้เลย แต่รู้ไว้ว่าชั้นรู้ว่าตอนนี้อีหนิงมันอยู่ไหน และมันมีเงินมากเท่าไหร่เท่านั้นก็พอ”

“หือ นี่มึงรู้เหรอ”

“เออ ตกลงแกอยากจะรู้ไหมว่าอีหนิงมันอยู่ไหนตอนนี้ ได้ข่าวมันหนีแกมานี่”

“เออ มึงรู้ใช่ไหม มันอยู่ไหน”

เสียงมันเข้มดุมากนะครับคงไม่ใช่หนีธรรมดาแล้วล่ะผมว่านะ

“รู้สิ ออกมาเจอกันหน่อยสิ”

“กูเลิกงานค่ำ”

“กูไม่สนใจ กูถามว่าจะมาเจอกูไหม”

กูมาก็กูไปสิ เชอะชั้นก็มีนะอารมณ์โมโหน่ะ ไม่ใช่พ่อจะมาพูดจาหยาบคายแบบนี้ ไม่ปลื้มนะจะบอก บอกว่าจะเจอไปอย่างนั้นล่ะครับ แต่ใครจะไปเจอมันฝันไปเถอะ มันเป็นกลศึกอ่ะนะ

“มึง”

“ไม่มาก็ตามใจนะ”

“เอาเบอร์มึงมา”

มันเป็นแมงดาอ่ะนะครับต้องเข้าใจ ถ่อยเรียกพ่ออะไรประมาณนี้ ไม่ยากนะถ้าจะทำอะไรที่อยากทำ ผมตั้งใจใส่ใจที่จะทำ อีหนิง นี่จะบอกไว้ว่าแกน่ะไม่ตายดีแน่อีควายในคราบชะนี มากระตุกหนวดชั้นเองนะ สำหรับไอ้แมงดานี่ก็ขอยืมมือมึงตบดีหนิงหน่อยก็แล้วกัน แต่รู้ไหมพอมันโทรฯมาหาผมนี่หน้าชาไปเลยนะ ความคิดโลดแล่นได้ดีจริงๆ ขอบใจนะไอ้แมงดา หึหึ

“อีป้า วันนี้จะออกไปตบอีหนิงอยากไปไหม”

พอเห็นอีป้ามันเดินเข้าห้องมาผมก็ถามขึ้นล่ะครับ

“ที่ไหนแก จะดีเหรอ”

“แปลว่าอะไรยะ ไปหรือไม่ไปนะที่ถาม”

“แหมแก ชั้นก็ไม่เคยนี่นะ”

“ตกลงไม่ไปนะจะได้ไปกับอีพัท”

“ไปซิแก แหมนะ ให้คิดหน่อยก็ไม่ได้”

“คิดอะไรนาน แค่จะตบชะนี”

ช่วงนี้เหวี่ยงค่อนข้างรุนแรง ไม่สนใจ อารมณ์ปรี๊ดขึ้นสูงตลอด ไปทำงานก็นะรีบปั่นงานแล้วคิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ดีเลยเสียสุขภาพ แต่เอาเถอะ มันจะต้องจบในเร็ววัน ผมเชื่ออย่างนั้น ระหว่างรออีพัทเราก็เมาท์กันล่ะครับ เอาไปเอามาอีป้ามันเมาท์ว่ามันก็เปรี้ยวไม่น้อยนะตอนเรียนมัธยมน่ะ คบแต่เพื่อนผู้ชาย ทำตัวเป็นนักเลงโต แหมนะแล้วมาบอกไม่เคยตบตีใคร นังนี่สตอเบ้อเร่อได้อีก

“โอ๊ย รถติดมากขอบอก อารมณ์เสีย”

พอคุณนายเธอมาถึงก็บ่นมาตั้งแต่ร้อยเมตรครับ ลืมบอกผมลางานมาครึ่งวัน เหอๆ อินจัด ทำงานไม่ได้หรอกครึ่งหลังมันปรี๊ด ความดันมันสูงกลับมาก็คิดแต่เรื่องนี้ล่ะครับ โทรฯหาคนนั้นคนนี้วุ่นวายไปหมด หัวฟูสินะที่เขาเรียก อิอิ

“ตกลงไปตบมันที่ไหนนะแก”

“ตะวันแดง”

“หือ คืออะไรยะตะวันแดง”

“แหมกระแดะนะยะอีพัท ก็ตรงคลองตันนั่นไง ทำเป็นไม่รู้จัก”

อีป้ามันตอบแทนครับ ขอบอกผมก็ไม่เคยไปหรอกนะ

“อ้าว ชั้นไม่รู้นี่แก ทำไมต้องตะวันแดงตะวันดำนั่นล่ะ”

“ชั้นก็ล่อลวงมันไปสิว่าไปเจอกันที่โน่น”

“ยังไงยะ มันจะยอมออกมาเหรอ”

“แหม ชั้นมีความสามารถก็แล้วกันแก”

ทั้งสองคนมันทำหน้างงครับ ผมคุยกับไอ้ปอนด์มันแล้ว มันยินดีทำตามที่ผมแนะนำ มันเป็นแผนของผมเอง บทสนทนาระหว่างผมกับไอ้ปอนด์ก็ไม่มีอะไรมาก แต่ก็พอจะทำให้คิดต่อไปว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี

“ตกลงมึงรู้เหรอว่าอีหนิงมันอยู่ที่ไหน”

“ใช่กูรู้ ตอนนี้มันอยู่บ้านกับพ่อมัน”

“ฮึ ดีกูจะไปลากคอมันมา”

“เดี๋ยวสิ แค่ลากคอมันมามันก็คงไม่ยอมหรอกนะมึง นั่นบ้านมันนะ ทำไมมึงไม่วางแผนดีๆหน่อยล่ะ”

“มึงมีแผนเหรอ ยังไง”

“ก็นัดมันออกมาว่าจะเอาเงินมาคืนมัน มึงไถเงินไปเยอะไม่ใช่เหรอ เท่าที่มันเผามึงไว้น่ะ”

“หนอยแน่อีหนิง”

“นั่นล่ะ บอกมันว่ามึงได้เงินก้อนมาจะคืนมัน ตอนนี้มันร้อนเงินอยู่”

“อืม ได้ แล้วไงต่อ”

“ก็นัดมันมาเจอ มึงก็ไปคุยกับมันดีๆ อย่าใช้ความรุนแรง”

“ยังไงวะ มันทำกูแสบ กูไม่ยอมหรอกนะ”

“เออน่า เชื่อกู มึงอยากจะได้ตัวมันไปทำไมล่ะ ที่มึงต้องการจริงๆคือตัวมันหรือว่าเงินของมันกันแน่”

มันนิ่งไปครับ ฮึฮึ อย่ามาให้ตอกนะ เพราะชั้นค้อนใหญ่ตอกจมดินเลยนะจะบอก

“กูไม่เคยรักมัน”

“เงินใช่ไหมที่มึงต้องการ งั้นทำตามที่กูบอก จบงานนี้มึงอาจจะโชคดีได้เป็นล้านก็ได้”

“เฮ้ย ยังไงวะ ไม่มีทาง”

ผมขี้เกียจจะเล่าครับ เบื่อคนไม่ฉลาด เอ๊ะ หรือว่ามันก็ฉลาด แต่ว่าผมฉลาดกว่า โฮะๆ เชิดใส่ แต่ก็นะจะใช้เขานี่นะจะมามัวแต่อ้างตนว่าฉลาดใครมันจะโง่ล่ะทีนี้ คนฉลาดถ้าไม่มีคนโง่คอยฟังเขาจะเรียกว่าเราฉลาดไหมนั่น ไม่มีทาง ผมก็เล่าแผนให้มันฟังล่ะครับ ไม่น่าเชื่อนะว่าจำนวนเงินกุขึ้นมามันจะทำให้คนเราหน้ามืดตามัวได้

“ว้ายตาย ภูธรมากย่ะแก มานัดอะไรมานัดแบบนี้ยะ”

พอไปถึงอีนังพัทก็กระแดะสำแดงฤทธิ์ล่ะครับ เพราะบรรยากาศมันลูกทุ่งๆ แต่ผมว่าน่านั่งดีออกนะ คนที่มาส่วนใหญ่เป็นคนทำงาน คือมากินมาดื่มกันจริงๆ ไม่ได้มานั่งปั้นหน้าสวย ใช้ส้อมจิ้มนั่นจิ้มนี่เข้าปาก เคี้ยวแต่พองามสายตาก็คอยกวาดหาเหยื่ออะไรประมาณนั้น เหอๆ ที่นี่ไม่ใช่แบบนั้น ไม่เห็นมีใครจีบปากจีบคอกินแบบนั้นนะ เสียงคุยกันคลอกับเสียงเพลงดังสนั่นจนไม่รู้ว่าเสียงอะไรเป็นเสียงอะไร

“เอาน่าแก น่านั่งออก เนอะป้าเนอะ”

“นั่นสิ แต่ก่อนชั้นเคยมานะสมัยเรียนรามฯ มาออกบ่อย”

“ว้าย อีป้า อยู่มานานเพิ่งจะมาเผยนะยะ ไม่ยักรู้ว่าหล่อนก็บ้าน”

“อีปอบ บ้านแล้วไง ขอบอกที่นี่มีแต่ผู้ชายบ้านๆน่ากินๆทั้งนั้นนะยะ ทำเป็นมองข้าม”

“ว้าย ไหนยะ จริงเหรอ”

“แหมนะ ลายออกนะอีพัท ไหนบอกยึดมั่นจริงใจกับไอ้โจ้”

ผมดักคอมันครับ แรดนอโผล่เลยนะ

“ว้าย ลืมตัว ไหนเนี่ยอีหนิงน่ะ ชั้นอยากจะตบมันเต็มทีแล้ว”

เปลี่ยนเสียงทำท่าใหม่ทันที น่าตบจริงๆนังนี่

“ใจเย็นๆ โน่นมันอยู่โน่น”

ผมเห็นนานแล้วล่ะครับ ไม่เคยเห็นหรอกนะไอ้ปอนด์อะไรเนี่ย แต่อีหนิงนี่สับแหลกมายังไงก็จำได้ แหมนะอีนี่หน้าเงินเหมือนกันนี่นะ คำว่าเงินนี่มันมีอิธิพลเสียจริง ไม่คิดว่าจะง่ายดายขนาดนี้ หึหึ อีผีปอบมึงเตรียมสะอื้นได้เลย

“มาเดี๋ยวชั้นจะไปกระชากหัวมันเอง”

“เดี๋ยว”

ผมดึงมือมันไว้ก่อนครับ ต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่ามันเป็นไปตามแผนที่วางไว้ไหม

“แต่ถ้ามีอีหน้าโง่โผล่มาอีกตัว อีนั่นน่ะชั้นยกให้แกเลยนะ”

ผมพูดขึ้นครับแล้วลากมืออีพัทไปหาที่นั่งหลบมุม มุมที่จะมองเห็นหลังอีหนิงได้ถนัดตาทุกความเคลื่อนไหว ผมเห็นหน้าไอ้ปอนด์มันแล้วล่ะครับ หน้าตาดูสะอาดสะอ้านท่าทางแบบผู้หญิงชอบเลยนะ ตัวสูงใหญ่กล้ามโตเชียวมีไรหนวดเสน่ห์ด้วยนะเออ ลายสักนี่ลอดแขนเสื้อยืดออกมาจนถึงมือมันเลยนะ ถึงว่าอีหนิงมันถึงติด

“ใครจะมาแจมอีกเหรอยะ”

“เมียเก่าผัวแกไง”

มันสองคนทำหน้างงๆ

“อย่าบอกนะว่า”

“เออ อีต้อยนั่นล่ะ”

“มันจะมาทำไม”

“ไม่แน่ใจว่าจะมาไหม แต่ส่งข้อความไปแล้ว ถ้ามันโง่มันน่าจะมา”

“แกทำอะไรของแกนาย แกไปดึงมันมาเกี่ยวทำไม มันจบไปแล้วนะอีต้อยน่ะ”

อีป้ากำลังเทศนาธรรมขึ้นอีก

“ใช่มันน่าจะจบไปแล้ว แต่แกรู้ไหมว่าอีต้อยนี่ล่ะที่เป็นคนบอกเรื่องชั้นกับไอ้หลวงให้อีหนิงมันฟัง ทุกอย่างหลังจากที่อีหนิงมันรู้ว่าหลวงมันมีแฟนเป็นชั้น”

“แกหมายความว่ายังไง”

อ๊าย ต้องเล่าอีกแล้ว อารมณ์เสีย จะเข้าใจอะไรได้เลยเป็นไหมเนี่ย

“ก็อีหนิงมันสืบเรื่องชั้นกับไอ้หลวงไงแก อีกอย่างคนที่เผาเรือนหอชั้นก็นั่นไง ผัวเก่าอีหนิงนั่นไง และคนที่พาไปคืออีต้อย”

“หา แกรู้ได้ไง”

หึหึ จะไม่รู้ได้ยังไง ก็คุยกับไอ้ปอนด์นานสองนาน มันไม่รู้ว่าผมเป็นใครนี่ พอคนเรารู้เรื่องที่กระตุ้นใจมากกว่า เรื่องเลวอย่างอื่นมันก็ไม่สนใจหรอก คือแบบนี้ครับ ผมก็ซักมันล่ะครับหลังจากที่เล่าว่าอีหนิงมันมีเงินมากเกือบล้านประมาณนี้และอีกอย่างผมก็ใส่ไฟไปว่าอีหนิงมันมีเด็กใหม่ มาอยู่คอนโดฯด้วยกัน ซื้อเบนซ์สปอร์ตให้ อะไรประมาณนี้ หึหึ ผมก็เลยเลียบๆเคียงๆไปถึงอีต้อย มันก็เล่าล่ะครับ เอาไปเอามามันก็บอกว่าอีต้อยจ้างมันอีกทีหนึ่งให้ไปเผาบ้านที่สระบุรี มันบอกยังไม่พอจ่ายค่าบอลเขาเลยนะตั้งสามหมื่น ผมเองไม่จำเป็นต้องถามหรืออยากรู้ว่าใครจ้างมาอีกที หึหึ มึงเผาเรือนหอกูเหรอ งั้นก็ลองรู้สึกแบบเดียวกันบ้างสิอีหนิง แต่ก็อย่างว่าคนอย่างผมจะไปมีพิษสงอะไรไปทำร้ายคนอื่นเนอะ โฮะๆ มีแต่จัดหนักๆเท่านั้นเอง หนักๆนั่นล่ะใช่ เบาบางเราไม่ทำ เหอๆ

“ต๊าย เลวร้ายมาก นี่อีต้อยมันจะมาจริงเหรอ”

อีพัทนี่กัดฟันกรอดเชียวครับ

“แล้วแกคิดว่าจะมาไหมล่ะ ชั้นแค่ส่งข้อความไปว่า “มีเรื่องจะเคลียร์ เงินในส่วนสินสอดจะคืนให้ จากโจ้” อะไรแบบนี้น่ะ”

คือตอนส่งผมก็ใช้อีกเบอร์ล่ะครับส่ง เพราะถ้าเอาเบอร์เดิมส่งมันคงจะรู้ว่าผมทำ หึหึ ถ้ามันฉลาดมันก็ไม่จำเป็นต้องมา แต่ถ้ามันโง่ มาเลยจะให้อีพัทตบให้หน้าแหกไปเลย

“มันจะมาเหรอแก ชั้นว่ามันน่าจะคิดได้นะว่าไม่ใช่ไอ้โจ้”

อีป้ามันทำท่าคิดครับ ผมก็ว่าอย่างนั้นล่ะ มันคงไม่โง่ดักดานที่ใครต่อใครจะหลอกได้ง่ายๆ แต่นะ เหอๆ เงินนี่นะไม่เคยเชยไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ผมเชื่ออย่างนั้น

“นั่นไง มาโน่นแล้ว”

เพื่อนสองคนหันมองตามสายตาของผม

“แกไปรอที่ลานจอดรถอีพัท จัดหนักนะ เดี๋ยวชั้นล่อมันไปให้”

“ว้ายแก มันจะเหมือนรังแกชะนีไหมอ่ะ”

“แล้วแกเห็นคนที่มากับมันไหมล่ะอีป้า”

ผมบอกให้มันดูอีกที น่าจะเป็นแมงดาจากที่ร้านมันนั่นล่ะครับ หึหึ ดีจะได้ไม่มีใครมาใครหาว่ารังแกเพศที่อ่อนแอกว่า

“ดีจัดไปแก คันมือมาก ขอตบหนักๆสักที”

ผมหยิบโทรศัพท์ออกมากดข้อความยุกยิกๆอยู่ ส่วนอีพัทกับอีป้าเดินออกไปแล้วครับ พอมันสองคนพ้นตาไปผมก็กดส่งข้อความทันที พอส่งข้อความเสร็จผมก็คอยมองอาการ อีต้อยมีปฎิกริยาทันที มันเหมือนคุยอะไรกับผู้ชายคนที่มันพามาแล้วเดินออกไปนอกร้าน ส่วนอีหนิงเหมือนโดนไอ้ปอนด์นั่นขู่บังคับอยู่ อีหนิงน่ะของตาย ยังไงผมก็กำชับไอ้ปอนด์ไว้แล้ว ส่วนตอนนี้ขอจัดชุดเล็กก่อนนะ หนอยมาด่าชั้นว่าอีควายเหรออีต้อย มึงเตรียมตัวปากแตกได้แล้ว ผมเดินออกไปทันทีครับ

“ว้ายตาย นึกว่าใคร โลกกล๊มกลมนะ คนคุ้นเคยนี่เอง”

เสียงอีพัทแหลดังออกมา

“อ๊ะ อีกะเทย แกมาที่นี่ทำไม อย่าบอกนะว่ามากับไอ้โจ้”

“อ๊ะแน่นอน โจ้รออยู่ทางโน้น”

ต๊าย ไม่ยักรู้ว่าอีพัทนี่ก็กรดดีๆนี่เอง ลานจอดรถมันมีคนอยู่ล่ะครับ มันไม่ได้เงียบสงบพอที่จะตบได้โดยไม่มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยว อีพัทมันเดินจูงแขนอีป้าไปทางข้างๆร้าน รู้สึกถัดไปมันจะเป็นสะพานเหมือนทางด่วน ปลอดคนครับ มันไม่กลัวผู้ชายตัวใหญ่ที่มากับอีต้อยเลยนะ

“ไหน ไอ้โจ้อยู่ไหน”

“แต่งตัวท่าทางจะเป็น อิอิ เนอะ”

“อะไร อีกะเทย อย่ามาสำบัดสำนวนนะ ไอ้โจ้อยู่ไหน เสียเวลาทำมาหากินชั้น”

“นี่ไง โจ้น่ะ”

“กรี๊ด อีกะเทย แก แกหลอกชั้น อีควาย”

อีพัทมันชี้ลงไปที่เท้ามันครับ ไม่ชี้เปล่าๆ ปรี่เข้ากระชากแขนอีต้อยมาตบ ฉาดๆๆ หลายฉาด ไอ้ผู้ชายมันปรี่เข้าหา ผมก็วิ่งไปกระโดดถีบกลางหลังมันครับ ไอ้ตัวโตหัวขมำไปทันที

“กรี๊ด กรี๊ด”

“อีผีปอบ แกด่าชั้นใช่ไหมหา แกเป็นใครกล้าดียังไงอีชะนี”

อีพัทมันพูดแบบกัดฟันนะครับ ไม่ดังมากแต่เน้นคำ

“แกมาทำชั้นทำไม อีกะเทย อีตุ๊ด แกได้ไอ้โจ้ไปแล้วนี่ กรี๊ด”

“อย่ามาตอแหล แกเป็นคนพาไอ้เชี่ยนั่นไปเผาเรือนหอเพื่อนรักชั้น แกต้องรับผิดชอบ นี่แน่ะๆ”

“กรี๊ดๆ ช่วย”

“ใครช่วย ช่วยตบเหรอ นี่แน่ะอีเปรต”

กรี๊ด อีป้าครับ เข้ามารุมตบรุมดึงช่วยอีพัท น่าสงสารจังเลยเนอะอีต้อย ชะตาขาดแล้วมึง ส่วนไอ้นี่ผมก็เตะต่อยมันมือมันเท้าไปเลยล่ะครับ ไม่เห็นจะเก่งตัวใหญ่ซะเปล่า ต่อยมาก็เหมือนไม่ได้ฝึกฝน ผมนะหลังจากตบกับอีหนิงก็ปวดตัวนิดหน่อยล่ะครับ แต่วันนี้ปลิวพริ้วมาก อิอิ ยกขาแบบว่าก้านคอๆ ไอ้นั่นมันหมอบไปแล้ว ผมจึงเดินเข้ามาหาเพื่อนทั้งสอง เลือดจากปากอีต้อยไหลออกมาเปรอะเปื้อนหน้าตามัน อุ๊ยตาย น่าสมเพช

“มึงใช่ไหมที่พาคนไปเผาบ้านผัวกู”

ผมเหมือนมีวิญญาณเข้าสิงครับ เสียงกับหน้าไปแล้วขนาดผมยังรู้สึกเลยว่าผมเปลี่ยนไป หน้าร้อนมาก ผมจิกหัวมันขึ้นมา

“กรี๊ด ไม่เกี่ยวกับชั้น อีหนิง อีหนิงมันจ้าง”

“แต่มึงก็ทำ อีงูพิษ ถ้าหากแม่ผัวกูนอนอยู่นั่นมึงจะรับผิดชอบยังไง ชีวิตมึงอีกสิบคนมึงจะเอามาทดแทนได้ไหม อีชาติชั่ว เพียะ สัตว์นรก เพียะ ปึ๊กๆ”

“อีนาย พอๆ เดี๋ยวมันตาย พอแล้ว”

เสียงอีป้าครับมันดึงผมออกมาจากร่างที่กำลังแปรสภาพไปเป็นศพในอีกไม่ช้า ทั้งเท้าทั้งกำปั้น เสียงเพียะๆ นั่นไม่ใช่แบมือนะครับ กำหมัดแน่นๆแล้วตบทางด้านหลังมือ ผมเลวเนอะ โหดใช่ไหม ใช่ผมว่าผมโหดทำเกิดกว่าเหตุน่าจะให้ทางเจ้าหน้าที่เขาจัดการเองไม่น่าที่จะลงไม้ลงมืออะไรแบบนี้เนอะ อ้อเหรอ แล้วให้เขาบอกว่าจำคุกห้าปีในโทษฐานทำลายข้าวของผู้อื่น หรือมีเจตนาทำให้ผู้อื่นอาจจะถึงแก่ชีวิตอะไรแบบนี้เหรอ เชิดใส่ อันนั้นค่อยว่ากันหลังจากที่มันกราบเท้าผมก่อน ก็แทนคุณนายแม่และความตั้งใจของสามีผมที่มันอุตส่าห์สร้างบ้านหลังนั้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงด้วยความรัก แม้ว่ามันจะเป็นความตั้งใจที่ะทำเพื่ออีหนิงก็ตามเถอะ แต่คนที่ทำทุกอย่างเพื่อความรักแบบนี้ มันเป็นใครมันมีสิทธิ์อะไรที่เห็นแค่เศษเงินแล้วจะมาเผามาทำลาย

“กราบตีนกูเดี๋ยวนี้”

“อีนาย”

เสียงอีป้ากับอีพัทครางออกมาเหมือนไม่เชื่อหูมันล่ะครับ ผมพูดจริงทำจริง

“กราบตีนกูเดี๋ยวนี้ ก่อนที่มึงจะเจ็บมากกว่านี้ อีสัตว์”

“อีนาย”

อีกครั้งครับ ผมทำเกินไปผมรู้ ตั้งใจจะจะเหยียบหน้ามันนะแต่โดนเพื่อนดึงออกไปแล้ว กรี๊ด อารมณ์เสีย

“พอๆแก แค่นี้มันก็จะตายอยู่แล้ว ไปๆเดี๋ยวตำรวจมา”

“เดี๋ยวสิอีป้าแล้วอีหนิงล่ะ”

“ขึ้นรถก่อน เดี๋ยวบอกแผน”

ยังไม่หายโกรธนะสั่นเลยผม เจ้าเข้าองค์ลง แต่อีป้ามันก็ลากไปขึ้นรถล่ะครับ แต่ไม่ได้ขับออกไปไหน ผมสูดลมหายใจเข้าปอดอยู่หลายทีกว่าจะสงบ

“จะเอาไงแก ไม่ใช่มันไปไหนต่อไหนแล้วเหรออีหนิงน่ะ”

อีพัทพอมันเห็นผมดีขึ้นไม่สั่นมากมันก็พูดขึ้นล่ะครับ

“เออน่า เชื่อมือชั้น ว่าไงป้าเงียบเชียว”

ผมหันไปมองอีป้าครับนั่งหน้าเครียดเชียว

“กำลังสวดมนต์ให้แกอยู่ไง อีนี่เมื่อกี๊ชั้นไม่เคยเห็นเลยนะกับสิ่งที่แกทำน่ะ”

หน้าตามันจริงจังมากครับ ผมก็อึ้งไปสิ เหอๆ

“ชั้นก็ไม่คิดเหมือนกันล่ะแก คงโมโหมาก”

“ค่าคุณนายขา คุณสามารถฆ่าคนตายได้เลยนะชั้นว่าน่ะ”

“คงงั้นล่ะแก ชั้นรู้แล้วล่ะเวลาคนเราโมโหจนลมออกหูน่ะมันเป็นยังไง อะไรก็คงฉุดไม่อยู่”

“มีสติหน่อยสิแก จะทำอะไรก็อย่าให้มันไม่สามารถควบคุมได้ ถ้าอีนั่นมันตายขึ้นมาจริงๆมันจะไม่ใช่แบบนี้นะ”

มันก็จริงของอีป้าครับ ผมก็นิ่งคิดอยู่ ซึมไปเลยผม

“เอาน่าแก มันไม่ตายหรอกน่า คนเลวๆแบบนั้นน่ะตายยาก”

“แล้วไม่กลัวมันจะมาเอาคืนเหรอ”

“นี่ไง คุณวิทย์ครับ”

ผมนัดไว้หมดแล้วครับ ไม่ได้ฉลาดนะแต่ไม่ได้โง่คิดการใหญ่ขนาดนี้จะมาทำเล่นๆเหยาะแหยะเหรอ คงไม่ใช่ผมหรอกนะ พอวางสายจากไอ้ปอนด์ผมก็กดหาคุณวิทย์ทันทีสิครับ คุยกับอีคริสด้วยบอกรายละเอียดไปไม่มากแต่พอรู้ว่าควรพูดอะไร สามีผมมันแจ้งความไว้ที่โน่นล่ะครับ พอแจ้งคุณวิทย์ไปเขาเป็นตำรวจนี่นะ จะประสานงานอะไรกับตำรวจด้วยกันมันคงไม่ยาก ผมนัดเขาให้มารอแถวนี้ล่ะครับ พอสบโอกาสก็แบบนี้ล่ะ รออยู่สักพักเขาก็มาผมก็ออกไปเจอครับ

“จับมันไปก่อนนะครับ เดี๋ยวนายจะตามไปที่โรงพัก วิวาทกันนี่เสียค่าปรับเท่าเดิมใช่ไหมครับ”

“เอ่อ คุณนายจะไปไหนต่อครับ”

“ก็ที่บอกคุณวิทย์ไว้น่ะครับ รบกวนคุณวิทย์พาอีนั่นไปส่ง สน ก่อนเดี๋ยวนายจะแจ้งอีกที”

“ครับๆ แล้วเขาอยู่ไหนครับ”

“ข้างร้านโน่นน่ะครับ พัทแกพาคุณวิทย์ไปดูอีนั่นหน่อย”

ผมบอกอีพัทไปครับมันออกมายืนนอกรถกับอีป้า ผมไม่อยากไปเห็นสภาพอันน่าเวทนาที่เกิดมาจากฝีมือของผมและผองเพื่อน อิอิ ใครว่าผมร้าย ผมไม่ร้ายนะ เคยได้ยินเพลงเขาบอกว่า “ผู้หญิงก็เหมือนงูพิษที่ไม่คิดจะทำร้ายใคร แต่ถ้าหากโดนทำร้ายใจ จะยอมตายเพื่อป้องกันตัว” แล้วผู้หญิงผสมผสานกับผู้ชายอยู่ในร่างเดียว เป็นส่วนผสมที่ลงตัวเลิศล้ำ อ๊าย แบบผมล่ะ จะเปรียบกับอะไร คงจะแม่งูพิษสินะ เชิดใส่ ก็รู้นี่ว่าชั้นมีพิษยังอยากจะมาลองดี ก็รับไปสิพิษร้ายแรงน่ะ จะมาครวญครางเพื่ออะไร สะบัดบ๊อบ

“มันออกมาโน่นแล้ว”

อีพัทมันสะกิดบอกผมครับ หลังจากที่นั่งรออยู่นานพอสมควร

“แล้วไอ้นั่นน่ะเหรอผัวใหม่มัน”

อีป้าถามบ้างครับ คงหายวิตกกังวลแล้ว

“อืมใช่”

“ว้ายแต่ท่าทางคงจะโดนไอ้นั่นตบเอาอยู่นะพวกเธอ ดูกระชากแขนสิ”

“นั่นสิ มันยังไงกันอีนาย แล้วเมื่อไหร่พวกชั้นถึงจะได้รู้แผนซะทีละ”

“อีกไม่นานแก ตามไปอีพัท”

คงเป็นไปตามแผนที่ผมบอกไว้ไม่มีผิด หึหึ ในะรหว่างตามมันไปผมก็ค่อยๆเล่าล่ะครับว่าผมจะทำอะไร คอยดูก็แล้วกัน แจกชั้นมาสิบแกเตรียมรับคืนไปเลยล้านเท่าอีหนิง

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

D53

“อะไรนะครับพี่ติ่ง เรย์แยกตัวออกไปเปิดบริษัทของตัวเอง”

ผมร้องเสียงหลงทำท่าดัดจริตเอามือป้องปาก ตกข่าวไปจริงๆเลยนะผม โอ้โหไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้เรย์มันจะก้าวหน้าได้ถึงเพียงนี้ อะไรกันโครงการเดียวมันได้เงินเยอะขนาดนี้เชียวหรือ ไม่อยากจะเชื่อ

“เนี่ยพี่กลุ้มใจอยู่นะนาย จากเคยรักเคยชอบกัน มาทำแบบนี้กับพี่ ลูกค้าเรย์ก็ตัดหน้าเอาไปหมด หั่นราคาลงด้วยนะ”

“แย่จังนะครับ นายเองไม่เคยรู้เลยนะ”

“แค่นั้นยังไม่พอโครงการที่แล้วเรย์มันก็สร้างปัญหาไว้ ไม่รู้ทำไมงานต้องแก้ต้องซ่อมอยู่ตลอดทางบริษัทเขาก็ยังจ่ายเงินไม่เต็มนะ แต่ทางเราเสียเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ไปแล้ว พี่ล่ะกลุ้ม”

“พี่ติ่งครับ ที่แก้เพราะของไม่ได้คุณภาพหรือเปล่าครับ”

“อ๊ะ นายรู้ได้ยังไง”

“นายรู้ด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“อะไรนะนาย ไหนบอกพี่มาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น นายรู้อะไร”

“ก็มีคนโกงน่ะสิครับพี่ติ่ง คนที่เซนต์เขาเอาเงินไปเปิดบริษัทใหม่นั่นไงครับ”

สองทุ่มพอดีแต่โทรศัพท์ผมสั่นก่อนหน้านั้นนานแล้วล่ะครับ เห็นแล้วแค่รอโอกาส

“หมายความว่า”

“งั้นผมฟอร์เวิร์ดเมล์นี้ให้พี่ติ่งนะครับ”

ผมก็เลื่อนหน้าจอไปมาอยู่สักพักล่ะครับ

“ได้แล้วนาย”

พี่ติ่งเลื่อนโทรศัพท์ดูเช่นกัน พอเห็นก็ถึงกับหน้าซีดเชียวนะ

“เลวที่สุด”

“พี่ติ่งต้องฟ้องนะครับ อย่าไปยอม มันเห็นความไว้วางใจของเราเป็นอะไร พอเราให้โอกาสก็ทำกับเราแบบนี้ไม่ได้นะครับ เรย์มันออกเบนซ์สปอร์ตมาขับลอยหน้าลอยตา แล้วสร้างปัญหาไว้ให้ทางพี่ติ่งสะสาง มันไม่ถูกนะครับพี่ติ่ง นายว่ามันไม่ถูกคนโกงคนเลวทำไมมันถึงต้องเสวยสุขอยู่บนความทุกข์ของพี่ติ่ง อย่ายอมนะครับ”

ยุสิครับท่าน อิอิ เป็นอีบ่างช่างยุหน่อยเถอะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วนี่นะ เปิดศึกกันโต้งๆขนาดนี้ ชั้นไม่ใช่อีเย็นนะเว้ยที่จะมาหมอบคลานร้องห่มร้องไห้ “อย่าทำชั้นๆคุณสาลี่” อะไรแบบนี้น่ะเหรอ เหอๆ ฝันไปเถอะ แต่สำหรับอีเย็นปัจจุบันนี้มันต้อง “ตบกูเหรออีสาลี่ นี่แน่ะๆ” อิอิ มีบ้างอะไรบ้าง ลองเอาคืนไปสักดอกก่อนสิมึง เดี๋ยวดอกสองตามมา

“เลวที่สุด มันทำได้ยังไง หนอยที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง แป๊บนะนาย”

พี่ติ่งเลื่อนโทรศัพท์อยู่สักพักแล้วก็ยกขึ้นแนบหูครับ

“คุณเอก เปิดคอมฯไว้นะคะ เดี๋ยวพี่จะส่งเมล์ให้ เตรียมเอกสารยื่นฟ้องให้ด้วย”

ผมต้องการฟังแค่นี้ล่ะครับ ให้มั่นใจว่าพี่ติ่งจะทำจริง จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องของผมหรอกนะ แต่ผมรู้มานานแล้ว ว่ามันเซนต์รับผิดชอบโปรเจกต์กับพี่วิชัย แต่มารู้จากพี่วิชัยว่าเขาไม่ได้เซนต์ด้วย มันจึงโกงได้อย่างเชิดหน้าชูตาแบบนี้ แต่คนยุให้พี่วิชัยเสนอแนะมันให้โกงก็ผมนี่ล่ะครับ ตั้งแต่ตอนนั้นที่จะเอาคืนมัน แต่คิดว่าแล้วก็แล้วกันไป เลยปล่อยไม่คิดว่ามันจะกลับมาหาผมอีก มันยังไม่ยอมหยุดทั้งที่ผมปรานีมันแล้วนะ คราวนี้แกจอดแน่ไอ้เรย์ แต่เอ๊ะ เรื่องนี้มันโกงอยู่แล้วนี่ เหมือนผมไม่ได้แก้แค้นมันเลยนะ เผาเรือนหอชั้น ตัดสายเบรครถสามีชั้น นี่มันรุนแรงเกินกว่าเรื่องพวกนี้อีกนะ หึ มึงคอยดู

“พี่ไม่ยอมหรอกนะนาย ขอบใจมาก ขอบใจจริงๆ คิดไม่ผิดเลยที่คบนายไว้”

“มีอะไรก็ต้องช่วยกันครับพี่ติ่ง ไอ้เรย์มันไม่เคยบอกนายหรอกครับ แต่พอดีนายคุยอยู่กับพี่วิชัยเพราะแกเคยรับปากว่าจะมาตกแต่งออฟฟิศให้ เลยพอรู้”

“วิชัยก็ลาออกแล้วนะ ไม่รู้ว่าร่วมมือกันหรือเปล่า แต่ลายเซนต์เท่าที่พี่รู้เรย์มันทำคนเดียว”

“คงจะอย่างนั้นล่ะครับพี่ติ่ง พี่ติ่งอย่าให้มันลอยนวลนะครับ”

“ไม่มีทางหรอกนาย มันทำให้พี่แย่ พี่จะทำให้มันแย่กว่าหลายเท่าคอยดู”

พอผมกับพี่ติ่งแยกย้ายกันกลับผมก็นั่งแท็กซี่กลับบ้านมาด้วยใจที่สับสน จะเรื่องอะไรล่ะครับ ก็เรื่องอีหนิงนั่นล่ะ ผมจะทำยังไงดีนะ ข้อมูลอะไรก็ยังไม่มี หรือว่าผมจะเริ่มสืบจากผัวที่มันเพิ่งจะทิ้งไปดีนะ แล้วใครล่ะ คุณสามีก็ไม่รู้จัก เฮ้อนะ แต่ผมพอจะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน งั้นก็เจอกันหน่อยเถอะอีหนิง

“แกอยู่ไหนเนี่ยอีพัท”

“อยู่สถานีตำรวจซิยะหล่อน”

“แล้วได้เรื่องไหมแก”

“ไม่ได้แก เรามีแต่ผู้ต้องสงสัย ไม่มีหลักฐาน”

“ว่าแล้วเชียว นี่มันอะไรเนี่ย”

“เซ็งเหมือนกันแก เบื่อที่สุด”

“เออๆชั้นจะถึงแล้ว งั้นให้ชั้นไปรอซอยสิบนะ จะได้ซื้อของเข้าไปกิน”

“เออๆ”

ผมก็ลงที่ซอบสิบนั่นล่ะครับรอเพื่อน เริ่มคิดหนักแล้ว อะไรกันกล้องวงจรปิดนี่มันมีไว้เพื่ออะไรเหรอ ลายมงลายมือก็สืบก็ตามอะไรไม่ได้เลยเหรอ อารมณ์เสีย

“จอดไว้ข้างล่างนี่ล่ะแก เดี๋ยวซวยอีก”

ผมบอกอีพัทตอนเรากลับถึงคอนโดฯ มันก็ทำตามครับ เซ็งๆสุดๆ

“นี่โน๊ตอะไร”

อีป้ามันเปิดเข้าห้องแล้วเห็นกระดาษเขียนโน๊ตวางอยู่ใต้ประตูครับ

“แน่จริงออกมาเจอกูสิ ที่ซอย ๒๑ หนิง”

“ไปแก ไปตบมัน หนอยแน่ อีชะนีแผลงฤทธิ์ออกเดชมากนักนะมึง”

อีพัทมันพูดขึ้นทำท่าจริงจัง

“เดี๋ยวแก มันเป็นแผนนะ ไม่ใช่มันจ้างนักเลงมาจะมารุมเราเหรอ ซอยที่ว่ามันเป็นป่านะ”

“นั่นสิแก ไม่ต้องไปหรอก”

“ไม่ไปก็ได้ แต่ไม่ไปแค่เราไง”

ผมพูดขึ้น

“แกหมายความว่าไงอีนาย อย่ามาลึกลับนะยะ ตบก็ตบ”

“ชั้นว่าอีหนิงน่ะมันไม่ได้ไปเองหรอกนะแก แป๊บนะ”

ผมรีบวางของแล้วเลื่อนมือถือกดโทรศัพท์หาอีคริสครับ

“แกช่วยหน่อย นะคริส”

“ได้แก เดี๋ยวชั้นโทรฯกลับ แต่ชั้นอยากไปตบด้วยจังเลย”

“อย่าเลยแก เสียมือเปล่าๆ แกรอฟังข่าวนั่นล่ะ”

“คันมือว่ะ”

“เออน่า เร็วๆเถอะ”

ผมวางสายจากอีคริสแล้วหันมามองเพื่อนทั้งสอง

“เพื่อนแกมีพ่อเป็นตำรวจเหรอ”

“แน่นอน เพื่อนชั้นแต่ละคนไม่ได้กะโหลกกะลานะจะบอก”

“ค่าแม่คุณ แล้วนี่เอายังไง”

“ก็ไปสิ อยากตบคนไม่ใช่เหรอ แต่รอโทรศัพท์ของอีคริสก่อน”

“มันไม่มาเหรอ เพื่อนสาวแกน่ะ”

“บ้านมันไกลแก มันก็อยากมาเหมือนกันล่ะ ทำไมกะเทยพวกนี้ชอบความรุนแรงจังนะ”

“กรี๊ด อีดวก ชั้นนางฟ้าย่ะกรุณาเรียกให้ถูกต้อง เนอะป้าเนอะ”

“อย่ามาดึงชั้นไปเกี่ยวอีเห็ดนางฟ้า แล้วแกไม่กลัวเหรอนาย”

“กลัวสิป้า เผื่อมันมีอาวุธ แต่เราจะไปที่มืดทำไมล่ะ อีกอย่างคนที่จะมาน่ะ ตำรวจนอกเครื่องแบบนะ ชั้นไม่กลัวหรอก”

“อืม”

“แกไม่ต้องไปหรอกป้า อยู่นี่ล่ะ”

“ไม่ได้แก ชั้นก็อยากไปเจอหนังหน้ามันเหมือนกัน”

“ต๊ายคุณป้าขา ชั้นน่ะเป็นมวยไทยนะยะ ส่วนอีนายก็คาราเต้ รำไทยรำเขมรอย่างหล่อนน่ะ นั้งพับเพียบรออยู่นี่ล่ะ”

อีป้ามันทำหน้าเจื่อนๆไปครับ

“อีนี่ ชั้นก็เป็นมวยวัดนะยะ อย่ามาดูถูก”

เราสามคนหัวเราะ จะหัวเราะเพื่อ เหอๆ สถานการณ์แบบนี้ยังมาอารมณ์ดีลั่นล้ากันได้อีก คือว่าผมก็อย่างที่บอกเรียนคาราเต้มาตั้งแต่ไฮสคูลล่ะครับ เรียนมหาฯลัยก็ยังเล่นอยู่ สะใจดี ส่วนอีพัทมันบอกมันเรียนมวยไทย นี่รู้ไหมว่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของเอเชียนี่โด่งดังมากเลยนะที่โน่น โดยเฉพาะมวยไทยกับเทควันโด้เนี่ย หลานผมก็เรียนกันทุกคน เชื่อว่าไอ้ต้อมก็คงโดนคุณนายแม่จับเรียนเหมือนกัน เพราะคุณนายแม่ผมบอกว่าไม่อยากให้เราอ่อนแอ เวลามีใครมารังแกจะได้รู้จักป้องกันตัว เหอๆ แต่ไอ้พี่เจคน่ะ ยูโดสายดำนะนั่นน่ะเห็นบ้าเกมอย่างนั้นก็เถอะ

“แกรออีกสิบนาทีนะนาย พี่เขากำลังไปสองนายเองนะ พอไหม”

“พอแก ขอบใจมาก พี่เขารู้ใช่ไหมว่าตรงไหน”

“บอกไปแล้ว พี่เขาเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบไปได้ทุกที่”

“อืม ดีมาก ขอบใจแกมากๆนะคริส”

“อย่ามาขอบใจเลยหล่อน ทำไมไม่ชวนก่อนหน้านี้จะได้ไปด้วย”

“แล้วแกอยู่ไหนล่ะ อีบ้าบ้านออกจะไกล”

“แหมไกลชั้นก็มีรถย่ะ อย่าลืมมาเล่านะไม่ยอมด้วย”

“จ้าแม่คุณ แต่แกไม่ต้องห่วงหรอก ศึกนี้อีกยาวไกลนัก”

พอวางสายจากอีคริสเราก็เตรียมตัวครับ ต๊ายอีป้า แกจะเอาไปทำนั่นน่ะมีดทาแยม กรี๊ด ดูนางนะครับ มันจะไปเสียบไปแทงอะไรเข้าวะนั่น

“ไม่ต้องเอาอะไรไปที่เป็นอาวุธ เราไปดูเฉยๆนะ”

ผมปรามมันไว้ครับ ตำรวจมานี่นะ จะเอาอะไรแบบนั้นไปเป็นหลักฐานทำไม ถึงจะเป็นคนที่เพื่อนให้มาก็ตามเถอะ ผมไม่กะโหลกกะลา โฮะๆ พอเตรียมตัวพร้อมเราก็เดินลงจากตึกล่ะครับ

“อ้อ ที่แท้ มันอยู่นี่แก มันไม่ได้ไปเองจริงๆด้วย”

ผมแอบมองเห็นอีหนิงในร้านขายของชำใต้ตึก แหมนะ ผมบอกแล้วผมมันตาไวปากไว ยืนหน้าลอยอยู่ในร้านขนาดนั้นไม่เห็นก็ตาถั่วแล้ว

“งั้นเราก็ไม่ต้องไปสิ เข้าไปตบมันเลย”

อีพัทพูดจบก็เดินเข้าไปในร้านทันทีครับ มีไอ้เรย์อยู่ด้วยนะ ดีอยู่พร้อมๆกันนั่นล่ะดี จะได้ตบทีเดียวพร้อมกันเลย พอมันเจอหน้าเรามันก็ผงะ ผมรีบไปดึงแขนอีพัทไว้นะครับ

“ทำเป็นไม่รู้เรื่อง”

ผมกระซิบบอกมัน ก่อนที่มันจะโพล่งด่าอีนั่นออกไป อัพัทมันจิ๊ปากนิดหน่อยกอ่นจะหันไป

“อ้าวเรย์ ต๊าย มาสิงอยู่นี่เองเหรอ ควงชะนีด้วยเปลี่ยนมาตีฉิ่งแล้วเหรอจ๊ะ ใฝ่ต่ำจริงๆเลยนะตัวเธอ”

คุณนายพัทเปิดศึกครับ จีบปากจีบคอ ต๊าย มีคนแย่งรางวัลนางร้ายสตอเบอร์รี่แถกระแตแถดอีกแล้วผม เหอๆ

“ไม่เกี่ยวกับพี่นะพี่พัท อยู่นี่มันก็เรื่องของผม”

“ต๊าย นี่ทักดีๆนะเนี่ย ทำไมต้องพูดจาหมาๆแบบนี้ใส่ด้วยล่ะเรย์”

“บ้านหล่อนเขาเรียกทักเหรอแบบนี้น่ะ อีตุ๊ด”

“ว้ายตาย ชะนีเห่าเป็นด้วย ว้ายไม่ร้องหาผัวๆ ล่ะหนูทำไมเห่า เห่านั่นมันหมาไม่ใช่เหรอ”

“อ๊าย อีดวก กล้าดียังไงมาด่าชั้น แกอยากโดนดีเหรอ”

เจ้าของร้านกระแอมแล้วกระแอมอีกครับ แต่คงไม่มีใครสนใจผมเดินเข้าไปยืนข้างๆเพื่อนสาวอีป้ามาสมทบอีกแรงพยักหน้าท้าทายสุดฤทธิ์

“อุ๊ย อยากจ๊ะ อยากโดน แต่หล่อนก็ระวังไว้เหมือนกันเถอะ ทำแต่คนอื่นเขาโดนเองระวังจะจะร้องไม่ออก”

“ไปเถอะหนิงอย่ามาทะเลาะกับเกย์ชั้นต่ำแบบนี้เลย”

“ต๊าย ปากคอเลาะร้ายขึ้นเนอะ นี่กลายพันธ์แล้วเหรอเรย์”

ผมพูดบ้างครับ สนุกดีนะด่ากันเนี่ย

“ว้าย อีนาย แบบนี้เขาเรียกว่าเมื่ออดีตผัวหล่อนไปเป็นเมียชาวบ้าน โฮะๆๆ”

“อีดวก”

ไอ้เรย์มันปรี่เข้ามาครับ แต่อีพัทมันนิ่งๆเชิดหน้าใส่แล้วหยักหน้าให้

“แล้วทำไมพวกแกไม่ไปตามนัด”

อีหนิงมันกัดฟันพูดออกมา เพราะคงเกรงใจเจ้าของร้าอยู่ไม่น้อย เจ๊แกอายุเยอะแล้วครับ ร้องไปก็คงไม่มีเสียง

“นัดอะไร ไม่มีนัด”

ผมพูดแล้วลอยหน้าลอยตา

“ไม่ได้เหรอโน๊ตน่ะอีกะเทย”

“โน๊ตมารดาแกเหรออีหนิง สอดผิดห้องหรือเปล่ายะเธอ ต๊าย โง่แล้วเสือกอยากเป็นนักเลง มานี่หน่อย”

ผมลากแขนมันออกมาสุดทนแล้วครับ

“ปล่อยชั้นนะ อีกะเทย”

“เพียะ นี่แน่ะ แกมันเลว ทำเรื่องต่ำๆแบบนั้นได้ยังไง อีสัตว์นรก”

พอมันสะบัดแขนออกผมก็จิกหนังหัวมันสิครับ ลากมาทั้งกำนั่นล่ะที่มันมัดจุกไว้ ออกให้พ้นร้าเจ๊แก เกรงใจอยู่นิดหน่อย อิอิ พอลากมันออกมาได้พอสมควรก็เหวี่ยงแรงๆแล้วปรี่เข้าไปตบหนึ่งที ร่างมันเซไปติดผนังร้านเลยครับ

“อีเชี่ย มึงกล้าทำผู้หญิงเหรอ”

ไอ้เรย์ครับ มันปรี่เข้ามาจะเตะผม แต่

“โอ๊ย”

“จะข้ามหน้ากันไปไหมจ๊ะเรย์”

อีพัทมันต่อยเข้าที่ท้องของไอ้เรย์ครับ

“อีป้า คุยกับเจ๊ บอกเดี๋ยวตำรวจมา”

ผมร้องสั่งไปครับ เพราะเจ๊แกคงหนีไม่พ้นต้องโทรนเรียกตำรวจ แต่ไม่ต้องๆ มีตำรวจมาเองไม่ต้องลำบาก

“อีกะเทย แกตบชั้น”

มันปรี่เข้ามาจะมาตบผมครับ ผู้หญิงนะยังไงก็เป็นผู้หญิงเป็นเพศแม่อ่อนแอกว่าผู้ชายแม้จะแท้ไม่แท้ก็เถอะ ที่จริงผมผิดมากนะที่ทำแบบนี้ แต่สำหรับอีหนิง มันจะเป็นแม่ใครได้เหรอ เสียชาติเกิด ถึงมันมีลูกมันก็คงสอนลูกให้เป็นเหมือนมันนั่นล่ะผมว่า ไม่มีแบ่งแยกเพศในตอนนี้ เราเท่าเทียมกัน เอาสิ มึงมีอะไรมึงงัดออกมา

“เพียะ เพียะ”

“กรี๊ดๆๆๆ”

“จะกรี๊ดเพื่อ เก่งนักเหรอลับหลังน่ะ ต่อหน้าสู้สิอีปลวก”

ผมองค์ลงครับ จิกหัวมันทึ้งผมตบไม่ออมแรง บ้าไปแล้ว ไอ้เรย์ก็หมอบอย่างหมาเพราะอีพัทมันเล่นอยู่

“ชั้นตบอีนี่บ้างแก”

“อย่านะ กรี๊ดกรี๊ด มึง มึงคอยดู”

มันถอยไปครับ หน้าตาเริ่มแดง มันล้วงเอาโทรศัพท์ออกมา

“พวกมึงอยู่ไหน มานี่เดี๋ยวนี้ กูโดนมันทำร้าย เร็วๆ ที่คอนโดฯ ไอ้ควาย เสียเงินฟรีๆ มาเดี๋ยวนี้”

อ้อ ที่แท้ คิดไว้ไม่มีผิด หึหึ เชิญมาเลย อีหนิงมันถอยไปไกลเหมือนกันครับ ผมไม่ตามหรอกนะ เพราะจะเดินไปหาไอ้เรย์ ผัวเก่าสักหน่อย

“ว่าไงจ๊ะเรย์ ต๊าย เหมือนหมาเลยอ่ะ”

ผมกำผมหน้าผากมันขึ้นครับ ทำไมอีพัทมันเล่นแต่ช่วงล่างเนอะ หน้ามันยังเนียนใสอยู่เลย ไม่ได้อย่างยิ่งจะมาใสเกิหน้าเกินตาผมไม่ได้ นี่แน่ะ

“ปึ๊กๆ”

ที่แก้มหนึ่ง กลางหน้าอีกหนึ่ง กำปัั้นโล้นๆนี่ล่ะครับ ไม่ตบนะผู้ชายด้วยกัน จะตบเพื่อไม่ได้ออกสาว โฮะๆ

“โอ้ย จมูกกู”

“นี่สำหรับเรือนหอของกู”

“อีสัตว์”

ยังด่าได้อีก ถอดรองเท้าครับ ว้าเสียดายจังเลยวันนี้ไปนอกบ้านมาใส่รองเท้าแตะพื้นยางพาราดิบธรรมดาเองนะ อารมณ์เสีย

“เพียะๆๆๆ ด่ากูเหรอ นี่แน่ๆๆ”

น่าจะไม่ถึงสิบทีครับ แต่ปากมันเจิ่งนองไปด้วยเลือด รอยรองเท้าแตะเต็มหน้ามันเลยนะ

“สู้สิเรย์ มีอะไรเอาออกมาสู้กัน”

“เฮ้ย”

มาแล้วครับลิ่วล้อของมัน สามคน โอ้โห นึกว่าโจร

“จัดการมันเลย มันทำร้ายชั้น”

อีหนิงมันร้องครวญครางขึ้นครับ ไอ้สามคนนั่นมันก็วิ่งเข้ามา ผมผละออกจากไอ้เรย์ ต่อสู้กับมืออาชีพนี่เจ็บตัวเหมือนกันนะขอบอก เพราะมันมาทางผมสองคน ไปหาอีพัทอีกคน ผมง้างเท้ารอแล้ว ถีบหงายไปหนึ่ง อีกหนึ่งก็เข้ามาเตะสูงไปอีกหนึ่ง

“อึ๊ก”

กรี๊ด มันเตะกลางหลังผมมัวแต่เผลอยืนสวย จุก โอยจุก

“เชี่ย”

ผมเนื่องด้วยไม่ได้ออกกำลังกายมานานมาก พอเตะต่อยทีมันก็ย่อมตึงๆเป็นเรื่องธรรมดา เอาสิ ผมโดนรุมสอง อีพัทอีกคน ผมเตะสูงต่ำป้องกันตัวไปก่อน หมัดไม่ค่อยได้ปล่อยเพราะไม่มีโอกาสเข้าใกล้ตัวเท่าไหร่นัก แต่ผมโดนรุมนี่นะ ไม่ได้วิเศษมาจากไหน ล้มเทกระจาดไปเหมือนกัน อุ๊ยแอบอาย

“หยุดนะ หยุด”

ตำรวจมาครับ โอยกว่าจะมาผมโดนจับล็อคจากด้านหลัง อีกคนมันง้างหมัดแล้วนะ ต๊าย อย่านะอย่าต่อยหน้าชั้น ต่อยตรงไหนก็ได้ยกเว้นหน้า เหอๆ ตำรวจสองนายขับมอร์เตอร์ไซค์มาจอดหน้าตึกนั่นล่ะครับ วิ่งจับไอ้สองตัวที่รุมผมอยู่ ส่วนของอีพัท ต๊ายเพิ่งรู้นะว่าอีพัทมันเก่งมวยไทยจริงๆ หมอบเลยครับไอ้นั่น

“เชิญที่โรงพักครับ ทุกคนเลย”

“อ๊ะ หนูโดนทำร้ายนะคะคุณตำรวจ อยู่ดีๆก็มาตบมาตีหนู ฮือๆ จับมันไปเลยค่ะ จับมัน”

“อย่ามาตอแหล อีดวก หนอยแน่ อีป้าเอากระดาษมาให้คุณตำรวจดูซิ เอาคลิปเสียงไปโรงพักด้วย”

ผมแว๊ดเสียงขึ้น มันก็นิ่งไปล่ะครับ จะมาทำเป็นดราม่าบีบน้ำตาเชิดใส่ หมดเวลาของหล่อนแล้วอีหนิง คุณตำรวจก็วอวิทยุหากันล่ะครับ ผมก็เดินไปกระซิบบอกชื่อตัวเองกับตำรวจ

“ชั้นไม่ได้ทำอะไรนะ อีนี่มันทำร้ายหนูนะคะคุณตำรวจจับไปเลยค่ะ”

“ไปโรงพักกันทุกคนนั่นล่ะครับ”

คุณตำรวจคงตัดรำคาญ แหมนะ ถึงเนื้อถึงตัวเชียวนะอีชะนี

“ป้า ซื้อโค้กเย็นๆมากินแก้กระหายหน่อยสิ เผื่อคุณตำรวจด้วยนะ เอาบุหรี่มาด้วย ชิวๆ”

ผมลอยหน้าลอยตาพูดอีพัทมันก็เดินมาหา

“ยังไม่สะใจเลยแก”

“เอาน่าอีนี่ เบาๆก่อน”

มันกระซิบล่ะครับ รอไม่นานนะตำรวจแห่กันมาเป็นคันรถเลย เหอๆ ต๊าย คนที่คอนโดฯก็ลงมามุงดูกันใหญ่ ต๊ายหน้าผมเป็นไงบ้างเนี่ย เรตติ้งจะตกไม่ดีๆ สรุปขึ้นรถกระบะไปโรงพักกันทุกคนครับ ผมนั่งหลังนั่นล่ะกับเพื่อนมีตำรวจนั่งมาด้วยสองนาย ไม่อายนะเชิดใส่ ต๊ายได้บรรยากาศไปอีกแบบนะนั่งรถตำรวจเนี่ย

“ก้มหน้าเชียวนะยะอีชะนี อายเหรอ ทีเรื่องแบบนี้น่ะ”

อีพัทมันดอดขึ้นครับ

“ชั้นไม่ได้หน้าหนาเหมือนแกนี่ อีกะเทย”

“ต๊าย หน้าไม่หนา จริงเหรอ หรือว่าเก่งแต่แว้งกัดคนอื่นเขา อีงูพิษ”

“กรี๊ด อีดวก”

“หยุด อย่ามาทะเลาะกันบนนี้นะ เดี๋ยวโดนยัดข้อหานะคุณ”

“เอาสิ พ่อชั้นเป็นใคร คอยดูเถอะ”

“เหรอ แล้วแกรู้ไหมล่ะว่าพ่อชั้นน่ะใคร”

ผมตอกคืนครับ คุณตำรวจนี่มองหน้าเลย เพราะคงรู้มาจากอีคริส พ่ออีคริสคงมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยทีเดียวล่ะผมว่านะ เพราะตอนที่ผมไปแนะนำตัวเขาก็โค้งให้นิดหน่อยไม่มาก แต่ตอนนี้มองแล้วครับเหมือนพิจารณา

“ก็มาลองงัดกันสักตั้งสิ อีกะเทยใครจะแน่”

“เอาสิอีชะนี พ่อค้าเต็นท์รถเหรอจะมาสู้นายพล”

ผมลอยหน้าลอยตาพูดอีกครั้ง พอรู้มาล่ะครับว่าที่บ้านมันทำอะไรเพราะก่อนจะโทรฯหาอีพัทผมก็กดโทรศัพท์ไปหาสามี คิดถึงนี่เนอะ ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้เลยถามมานิดหน่อยเอง

“อ๊ะ แก”

“เอาสิ มางัดกัน ถ้าชั้นไม่แน่ชั้นไม่ไปเรียนเมืองนอกและมาลอยหน้าลอยตาไฮโซอยู่แบบนี้หรอกนะอีหนิง มึงถามไอ้ควายกะเทยใจเสาะนั่นดูสิ”

“โฮะๆ เงียบทำไมยะอีชะนี นึกว่าจะแน่ เดี๋ยวชั้นโทรฯหาเลขาคุณพ่อก่อนนะเธอ”

อีพัทเสริมครับ คราวนี้หน้าสองคนมันซีดเชียว ไอ้เรย์เหมือนอยากจะพูดอะไรนะ แต่มันคงเจ็บปากมัน อิอิ เพราะมันรู้นี่นะว่าพ่อแม่ผมเป็นใคร อ๊าย อย่านะมึง สรุปโรงพักก็แตกล่ะครับ ด่าทอกันยกใหญ่มันจริงๆ ไอ้สามคนนั่นมันบอกว่าอีหนิงจ้างมันมาให้มาทำร้ายผม มีมีดครบมือ แต่มันไม่เอาออกมาใช้ ส่วนอีหนิงก็จบสถาปัตย์ทันที ปัดสวะไม่รู้จักไม่รู้ไม่ชี้ แหมนะน่าโผเข้าไปแจกอีกสักดอกดีไหมเนี่ย เรื่องทะเลาะวิวาทกันผมจ่ายคนละห้าร้อยครับ ส่วนอีหนิงกับไอ้เรย์เจอคลิปเสียงเข้าไปหงายหลังเลย มันเป็นคดีความสิครับท่าน ประกันตัวก็ต้องหาคนมาประกัน คงจะยาวอยู่เหมือนกันเห็นมันยกหูโทรศัพท์และดูวุ่นวายเนอะ

“ขอบคุณนะครับพี่ ที่มาช่วย”

ผมคุยกับนายตำรวจที่มาจากสายพ่ออีคริสนั่นล่ะครับ

“ไม่เป็นไรครับ ท่านบอกมา คุณเป็นหลานท่านนี่ครับ เดี๋ยวทางนี้ผมจะจัดการให้”

กรี๊ด อีคริส ได้โล่ที่สุด ขอบใจมาก

“งั้นผมขอเบอร์พี่ไว้ได้ไหมครับ ผมยังมีเรื่องให้ต้องช่วยอยู่อีก”

เขาทำท่าหนักใจนะครับ แต่ก็ให้นะ ผมเป็นหลานพ่ออีคริสนี่นะ สถาปนาตัวเองขึ้นเลย ไม่อะไรมากหรอกครับ แหมนะรู้จักคนมีสีทั้งทีก็ขอไว้หน่อยเผื่อเอาไว้ขู่ตะกวดอะไรแบบนี้ อิอิ

“กลับเถอะแก ไปกินต้มแซ่บกัน มันไม่ถึงยังไงไม่รู้”

อีพัทบอกครับ หัวเราะคิกคักชอบใจ อีป้านี่หน้าซีดมากไม่พูดไม่จา มันคงไม่เคยเจอเรื่องราวแบบนี้ อีกอย่างคงยังไม่เคยขึ้นโรงพัก แต่ผมนี่บ่อยนะ ที่โน่นน่ะ อิอิ เลวนี่ไม่ได้เป็นคนดี ตบตีกันบ่อยมาก จนจีบนายตำรวจที่โน่นให้เขาคอยช่วยเวลามีเรื่อง ก็ทะเลาะกันนี่ล่ะครับ ส่วนมากกับหัวทอง มองผมด้วยหางตาก็ปรี่เข้าไปกระชากแขนถามเลยนะว่าทำไม อิอิ เปรี้ยวเนอะ ไม่สนหรอก จะมามองพวกหัวดำไม่มีค่าไม่ได้หรอก ผมจัดไปเลยนะ จนคุณนายแม่เธอเวียนหัวนั่นล่ะครับ

“พี่ๆ”

เราเดินผ่านเซเว่นในตลาดทางจะไปคาร์ฟูลครับ เดินดูอะไรหน่อยให้ใจมันเย็นลง ก็มีคนมาสะกิดเรียกอีป้า

“หือ ว่าไงน้อง”

อีป้ามันหันไปมอง

“ขอตังค์สิบบาท”

เด็กจรจัดล่ะครับ แต่เอ๊ะทำไมมันดูเหมือนเด็กแว๊นๆยังไงพิกล ใส่กางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวไม่ใส่เสื้อ หน้าตายังอ่อนอยู่มาก

“อ่ะ”

อีป้ามันจะล้วงให้แล้วครับ

“เดี๋ยว น้องอยากได้เงินเหรอ”

“อยากได้ดิพี่ ขอนะ นะนะ”

ผมหันไปมองอีป้าฉายแววตาขึ้น ความคิดสกปรกโสมมบังเกิดขึ้นอีกครั้ง คือว่าตอนนี้น้ำมันหล่อลื่นความชั่วมันกำลังทำงานได้เป็นอย่างดีอ่ะนะครับ หยุดไม่ได้ อ้อยใจเบรคแตกแล้วจ้า

“พี่ให้เยอะกว่าสิบบาท สนใจไหม”

“อะไรอีนายแกจะทำอะไร”

อีพัทมันร้องขึ้นครับ คนเดินผ่านไปป่านมาก็เยอะนะ ผมเลยบอกให้ไอ้น้องคนนั้นเดินตามเรามาที่หน้าคาร์ฟูลมันค่อนข้างดึกมากแล้วคนไม่ค่อยมี จะมีก็แต่วินมอร์เตอร์ไซค์หน้าคาร์ฟูลเท่านั้น

“นี่แกจะไปวุ่นวายกับเด็กมันทำไมเนี่ยอีนาย ให้ๆน้องมันไปเถอะแค่สิบบาทเอง”

อีป้ามันว่าเอาครับ แต่ผมยังไม่ได้บอกอะไรนะ

“ชั้นไม่ได้จะวุ่นวาย ชั้นแค่อยากให้น้องมันได้เงิน อย่างที่มันอยากได้ไงแก”

“อย่าบอกนะว่าแกจะทำอะไรแบบนั้นน่ะ”

“ทำสิ แกรู้นี่ว่าไอ้เรย์มันชอบเด็ก”

“ต๊าย แรงนะยะหล่อน ชั้นพอเข้าใจแล้ว แต่น้องมันจะยอมเหรอ”

“นั่นสิบาปกรรมแก”

“นี่หล่อน ชั้นก็ไม่ได้จะให้มันไปทำอะไรกับไอ้เรย์นี่ แค่ให้มันพอมีหลักฐาน เพิ่มอีกสักข้อหามันจะเป็นอะไรไป ไหนๆ วันนี้หนึ่ง พรุ่งนี้อีกสอง”

“สอง เอามาจากไหนอีกหนึ่ง”

“รอฟังพรุ่งนี้ นั่นสำหรับคุณนายแม่กับสายเบรครถผัวชั้น ส่วนอีหนิง มันก็คงไม่น้อยไปกว่ากัน”

“ว้าย หัวรุนแรง เล่ามาสิแก ชั้นเริ่มอยากรู้”

อีพัทครับ แหมนะ ปากว่าผมแรงๆอยู่ แต่หูนี่ผึ่งเข้ามาหาเชียว

“น้อง เราอายุเท่าไหร่นะ”

ผมหันไปสนใจกับเด็กข้างหน้า เพื่อนสองคนก็ยืนฟังอยู่

“ถามไมอ่ะพี่ ตกลงจะให้หรือไม่ให้อ่ะ สิบบาทเองนะ ไม่ให้จะได้ไปเสียเวลาว่ะ”

“อย่ามาเยอะ ถามยังไงก็ให้ตอบตามนั้น อยากจะมายืนขอเขาวันละสิบบาท หรือว่าอยากจะได้เป็นหมื่น เลือกเอา”

“หา เป็นหมื่นเลยเหรอพี่ พี่จะให้ผมทำไรอ่ะ”

“ตอบสิที่ถามน่ะ”

“๑๕”

“ดีมาก”

“แรงไปไหมแก”

“แรงอะไรอีป้า แล้วที่มันจะปลิดชีวิตคุณนายแม่ชั้นล่ะ อันนั้นเบาเหรอ ไม่ต้องมาพูดเรื่องกรรมเรื่องเวร ไม่ต้องมามีศีลธรรมดีงาม ชั้นเลวเอง พวกแกไม่ต้องยุ่ง”

“นั่นสิอีป้า ตัดสายเบรคน่ะมันข้อหาจงใจทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายถึงชีวิตนะแก ถ้าไอ้หลวงมันใจร้อนกว่านี้ เราวิ่งลงมาไม่ทันล่ะ แกคิดดูสิ ว่ามันจะเป็นยังไง อีกอย่างถ้าหากว่าคุณนายแม่ไปนอนที่เรือนหอของไอ้หลวง หรือแม้แต่เด็กเฝ้าบ้านมันไปนอนเฝ้าให้ มันโดนเผา ใครจะรับผิดชอบ ชีวิตคนอื่นน่ะเอาคืนมาให้เขาได้ไหม รู้ว่าแค้นใจ แต่ทำร้ายคนอื่นแบบนี้มันก็เกินไปนะ อย่างอีนายทำ จริง ที่มันดึงคนนั้นคนนี้เข้ามาร่วมในวงจรอุบาทว์ด้วย แต่แกอย่าลืมสิ ว่ามันไม่ได้ฆ่าแกงใคร แค่เบาๆ เนอะแก”

อีพัทพูดครับ แล้วแต่ใครจะคิด ผมตัดสินใจแล้ว อีป้ามันเป็นคนดี สามีผมก็เป็นคนดี แล้วคนดีๆเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมารับรู้หรอกว่าผมจะทำอะไร

“ตกลงว่าไง ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่ทำตามที่พี่บอก”

มันทำท่าคิดอยู่ครับ

“อ่ะนี่ให้ก่อนพันนึง”

“เฮ้ยพี่ จริงเหรอ”

“งั้นก็ไม่ต้องเอา พ่อแม่เราอยู่ไหน”

“เฮ้ย ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่ผมนะพี่ ตกลงพี่จะให้ผมทำอะไรอ่ะ”

“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ไปขอความช่วยเหลือจากพี่คนหนึ่ง เดี๋ยวบอกอีกที แต่ถ้าพ่อแม่เรารู้เรื่องบอกว่าให้เรียกไป เยอะๆนะ ครึ่งแสนก็ได้”

มันทำหน้างงครับ แค่ไม่ปล่อยให้มันคิดนานหรอกครับ พาขึ้นแท็กซี่เลย

“เอาจริงเหรอแก”

อีป้ามันยังกังวลอยู่ครับ ไม่อยากจะตอบ ตอนนี้คิดอะไรหลายอย่างหัวแทบจะระเบิดอยู่แล้ว อีพัทเองมันก็ไม่พูด อีป้ามันนั่งหน้ากับคนขับ ผมนั่งข้างอีพัท ส่วนน้องมันนั่งข้างผมติดประตูหลังคนขับ ท่าทางมันไม่ตื่นไม่กลัวเลยนะ ฮึฮึ ดีมากไอ้น้อง กล้าๆแบบนี้ล่ะดี พอถึงคอนโดฯ ผมก็บอกให้อีป้าไปเอาเสื้อยืดเก่าที่ห้องมาให้ตัวหนึ่งครับ คือว่าผมกับอีพัทยืนอยู่ติดถนนไม่เข้าในคอนโดฯนะ ไม่อยากให้ใครเห็น ยืนรอหน้าร้านเจ๊แกนั่นล่ะครับ ตอนนี้ไม่มีคน เพราะคืนนี้ไม่มีบอล เพราะปกติถ้าวันไหนมีบอลนึกว่าเจ๊แกจัดงานอะไรเชียวนะ เหอๆ คืนนี้เจ๊แกปิดร้านไปแล้ว ทางสะดวก

“นั่นมาแล้ว”

ผมเห็นแท็กซี่เลี้ยวเข้าคอนโดฯครับ เลยสะกิดบอกน้องมัน กำชับทุกอย่างไว้แล้ว มันก็เดินไปเลยนะ ผมกับอีพัทก็แอบเดินตามห่างๆถึงห่างมากๆ เห็นอีหนิงลงรถก่อนแล้วฟึดฟัดปิดประตูเสียงดัง มันสองคนยืนทะเลาะกันอยู่หน้าตึก

“งั้นหนิงกลับบ้านนะ เซ็งที่สุด พ่อด่าเลยเสียเงินอีก โว้ย หนอยคอยดูนะ จะเอาคืนให้สาสม เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับคนอย่างชั้น”

มันพูดดังมาก ดังจนผมยืนอยู่ด้านนอกยังได้ยิน มันเดินไปแล้ว ไอ้น้องนั่นมันก็เข้าไปหาไอ้เรย์ทันทีครับ ตอนแรกไอ้เรย์ควักเงินให้ แต่เหมือนน้องมันจะพูดอย่างที่ผมบอกไปนั่นล่ะครับ ไอ้เรย์ทำท่าคิดอยู่สักพัก แล้วก็เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้

“เป๊ะมากแก”

“รออีกยี่สิบนาทีถึงครึ่่งชัวโมง”

“ต้องรอด้วยเหรอแก”

“รอสิ ตอนนี้มันก็ไม่คาหนังคาเขาสิ”

“แล้วแกแน่ใจได้ไงว่าไอ้เรย์มันจะทำอะไรน้องมัน”

“ไอ้เรย์น่ะคงไม่ แต่เด็กน่ะ ชั้นบอกแล้วให้ทำ”

หึหึ ผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอกครับ แค่บอกน้องมันว่าเวลาไอ้เรย์มาให้เขาไปทำท่าขอตังค์ และทำยังไงก็ได้ให้มันพาขึ้นห้องไป น้องมันก็ดูฉลาดนะ ผมบอกให้มันบอกไอ้เรย์ไปว่าไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีที่นอนหิวข้าวประมาณนี้ รู้ไหมปกติไอ้เรย์มันไม่ใช่คนใจบุญอะไรหรอกนะครับ ถ้าน้องคนนี้มันไม่มีอะไรที่ผมเห็นว่ามันต่างจากคนอื่น ผมก็คงไม่ให้มันมาทำแบบนี้ แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นเหมือนเด็กใจแตกแต่ดันมามีหน้าตาพอดูได้นี่สิ อีกอย่างเนื้อตัวมันแม้จะมอมแมมแต่เชื่อแน่ๆว่าถ้าอาบน้ำฟอกตัวออก มันก็คงเป็นคนน่ามองคนหนึ่งทีเดียวล่ะครับ และผมเชื่อว่าที่ไอ้เรย์มันพาขึ้นห้องไปนั่นไม่ได้ใจบุญอะไรหรอกนะ หึหึ มันคงคิดอย่างที่ผมนำเสนอให้มันนั่นล่ะครับ สันดานคนเลว อยู่ไหนมันก็เลว เอ๊ะนี่เหมือนด่าตัวเองเนอะ เพราะผมก็เลว โฮะๆ เชิดใส่ ผมเลวกว่านี่นะ ไม่แคร์สื่อ

“จะครึ่งชั่วโมงแล้วนะแก เอาเลยไหม”

อีพัทกับผมก็นะ อิอิ ยืนเอาหูแนบประตูฟังอยู่หน้าห้องไอ้เรย์ครับ เสียงน่ะได้ยินนะ เพราะประตูมันไม่ได้แน่นหนาอะไร อีกอย่างรู้สึกว่าห้องของไอ้เรย์มันจะเป็นสตูดิโอไม่กว้างมาก

“ยังๆแก เหมือนอาบน้ำอยู่”

กระซิบกระซาบกันสุดฤทธิ์

“เอาแล้วแก ไอ้เรย์ลวนลามน้องมันแล้ว”

“จัดไปแก”

ผมก็เดินจูงมืออีพัทนั่นล่ะครับไปให้พ้นจากหน้าห้องมัน แล้วกดโทรศัพท์ไปหา ๑๙๑

“คือผมเป็นพลเมืองดีนะครับ พอดีเห็นผู้ชายคนนึงเขาพาเด็กมาที่ห้องครับ ผมว่าอายุน่าจะไม่เกิน ๑๘นะ น้องเขาน่าสงสารมาก นี่มันจะพรากผู้เยาว์ไหมครับคุณตำรวจ น้องน่าสงสารมาก เห็นแก่อนาคตของชาติเถอะนะครับ”

ย้ำคำเดิมทำเสียงดัดจริตอิดออด อิอิ งานถนัด แต่นะ ผมไม่ไว้ใจ

“แก โทรไปสถานีพระโขนงอีกรอบซิ มันช้าไปว่ะ”

ผมบอกอีพัทครับเพราะเห็นมันบันทึกเบอร์สถานีตำรวจตอนสอบปากคำอยู่

“ว้ายคุณตำรวจขา คือผมเป็นพลเมืองดีนะครับ เมื่อกี๊เห็นผู้ชาย น่าจะเป็นเกย์พาเด็กยังเป็นนักเรียนอยู่เลยนะครับมาที่ห้องดูท่าแล้วน่าจะไม่เกินประถม ท่าทางจะพรากผู้เยาว์คุณตำรวจมาตรวจสอบดูหน่อยสิครับ ผมเกรงว่าน้องมันจะไม่ปลอดภัย เห็นแต่อนาคตของชาติเถอะนะครับ”

ผมล่ะงงกับอีนี่ เริ่มประโยคนี่แตกสาวไปตั้งแต่อ่อนนุชซอยท้ายๆไปจนถึงหน้าปากซอยเลยนะ แหม เราก็รอล่ะครับ รออยู่ไม่ถึงยี่สิบนาที นั่งตรงไหนรู้ไหม บันไดหนีไฟสุดฤทธิ์อยากรู้จัด ตำรวจมาสองนายเหมือนเคยแต่น่าจะเป็นตำรวจในท้องที่ เขาเคาะห้องไอ้เรย์อยู่สักพัก พอประตูเปิดออกคุณตำรวจก็เข้าไปในห้องเลยครับ เสียงเอะอะพอสมควรแต่ก็นิ่งเงียบไป

“อยากรู้แก ไปดูกันเถอะ”

“บ้าเหรอแก รอก่อน”

“โอ๊ยคันอยากรู้”

แหมนะนังนี่ไปตอนนี้แผนก็เสียสิ ต้องอดทนรอ ไม่นานจริงๆครับ ไอ้เรย์ก็กลับออกมาในมือโดนใส่กุญแจมือแล้วเรียบร้อย มันใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด เหมือนจะเพิ่งใส่ ส่วนน้องคนนั้นก็สวมเสื้อของไอ้เรย์นั่นล่ะครับ แต่สีหน้ามันทำหน้าเฉยๆนะเหมือนไม่ตกใจแต่อย่างใด น่ากลัวจริงๆเด็กแบบนี้

“คุณวิทย์เหรอครับ นี่นายเองนะครับ คือเหมือนคนที่นายเพิ่งจะทะเลาะด้วยเมื่อครู่จะโดนจับอีกแล้วล่ะครับ รบกวนคุณวิทย์สืบให้หน่อยได้ไหมว่าข้อหาอะไร และโทษมันแค่ไหน”

ก็คุณตำรวจที่ขอเบอร์มาเมื่อตอนไปโรงพักนั่นล่ะครับ ไม่รู้จะไปถามจากใครเนอะ ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์

“มันจะโดนหนักไหมแก”

เพื่อนสองนางก็ถามขึ้น ต๊าย ต้มแซ่บซื้อมาเมื่อตอนเย็นยังไม่ได้กินเลยนะ ต้องให้อีป้าเอาไปอุ่นก่อน

“หิวว่ะแก กินก่อนแล้วค่อยเมาท์”

สรุปเราก็ช่วยกันอุ่นกับข้าวล่ะครับ

“รอคุณตำรวจก่อนว่าจะยังไง”

“ตามกฎหมายน่ะถ้าน้องมันอายุไม่ถึงสิบห้าปีนี่สิจะหนัก แต่มันบอกมันสิบห้า”

“แต่มันก็ยังเป็นเยาวชนอยู่นะแก”

“ซวยแล้วล่ะไอ้เรย์น่ะ พรุ่งนี้รอหมายศาลอีก หึหึ”

“หา เรื่องอะไรแก”

อีป้ามันร้องขึ้นครับ ผมก็เลยเมาท์เล่าให้ฟังเลย แต่ไม่ได้บอกนะว่าผมเป็นคนยุพี่วิชัย แต่จะว่าไปแล้วจะมาว่าผมผิดก็ไม่ถูก คนเรายุให้ตายถ้าใจมันไม่คิดจะทำมันก็คงไม่ทำหรอกจริงไหม พื้นฐานชีวิตไม่เหมือนกันนี่นะ

“ตายจริง ถึงว่ามีเบนซ์สปอร์ตขับ”

“อะไรกัน เด็กจบนอกทำไมเห็นแก่ได้แบบนี้นะแก เสียชื่อเสียงหมด”

“แหมนะอีพัท จบนอกแล้วไง ไปเรียนเมืองนอกเมืองนานั่นไม่ใช่จบมาจะทำงานหรอกเหรอแก แล้วคนเราเขาทำงานกันไปทำไมถ้าไม่ใช่เพื่อเงินน่ะ จริงไหม จบนอกก็คน จบไหนก็เหมือนกันนั่นล่ะ”

“ว้ายตาย เชี่ยจริงๆ ขี้โกง ไม่คิดว่าจะเลวได้แบบนี้นะ งั้นก็สมควรแล้วล่ะ”

“นั่นสิแก ชั้นว่าไอ้เรย์น่ะปิดฉากไปได้เลย แล้วอีชะนีนั่นแกจะยังไง”

“ยังคิดไม่ออกว่ะ ไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่อยากถามสามีเดี๋ยวมันหาว่าชั้นร้ายอีก”

“เดี๋ยวชั้นสืบให้แก จะเอาให้ละเอียด ยิบๆ”

อีพัทมันเสนอตัว ก็โอเคขึ้นมาหน่อยมีคนแบ่งเบาภาระในหัว ผมเองก็ยังจะสืบอยู่เหมือนกันนะ ไม่ยอมปล่อยมันง่ายๆเหมือนกัน อีหนิงนี่มันต้องเจอหนักกว่าไอ้เรย์แน่นอน

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น